Postcards

ถึงแม้ว่าอิสตันบูล (Istanbul) จะไม่ใช่เมืองหลวงปัจจุบันของตุรกี แต่ก็เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด มีความเจริญมากที่สุด และมีอารยธรรมเก่าแก่ตั้งแต่ยุคไบแซนไทน์  ตั้งอยู่สองข้างช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus Channel) เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ควบคุมเส้นทางเดินเรือระหว่างทะเลดำและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิไบแซนไทน์ยาวนานกว่า 1,100 ปี ก่อนที่จะโดนตีแตกโดยพวกออตโตมันเติร์ก ซึ่งเป็นพวกชนเผ่าเร่ร่อน เดิมมีถิ่นฐานจากเอเชียกลาง แล้วค่อย ๆ อพยพไปทางตะวันตก และตั้งหลักแหล่งสุดท้ายในคาบสมุทรอนาโตเลีย ซึ่งคือประเทศตุรกีในปัจจุบั
 


เดิมเมืองนี้มีชื่อว่าคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople)  ถูกขนานนามตามจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 ผู้ดำริให้สร้างเมืองใหม่นี้บนทำเลที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการค้าและการทหาร หลังจากที่อาณาจักรโรมันแผ่ขยายอาณาเขตไปกว้างใหญ่ไพศาล จนยากที่จะดูแลได้ทั่วถึง จึงแบ่งโรมันออกเป็นสองส่วนคือโรมันตะวันตกมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโรมตามเดิม และโรมันตะวันออกมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิ

ต่อมาภายหลังอาณาจักรโรมันตะวันตกอ่อนแอและเสื่อมสลายลงจากการรุกรานของพวกอนารยชน เหลือแต่เพียงอาณาจักรโรมันตะวันออกซึ่งได้รับชื่อใหม่เป็นจักรวรรดิไบแซนไทน์ โดยรับเอาวัฒนธรรมกรีกและภาษากรีกเป็นของตน มีศาสนาคริสต์นิกายกรีกออร์โทดอกซ์ (Greek Orthodox) เป็นศาสนาประจำชาติ
 
 
 
โบสถ์เซนต์โซเฟีย มีชื่อเรียกแบบกรีกว่าฮาเกียโซเฟีย (Haghia Sophia) หรือที่อิสลามเรียกว่าอายาโซเฟีย (Aya Sofya) ได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคกลาง มีอายุเก่าแก่กว่า 1,400 ปี เป็นผลงานชิ้นเอกของศิลปะยุคไบแซนไทน์ เดิมเป็นโบสถ์คริสต์ แต่หลังจากพวกออตโตมันยึดกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้ในในปี ค.ศ.1453 จึงเปลี่ยนโบสถ์คริสต์แห่งนี้ให้เป็นมัสยิดอิสลาม
 
 
 
จักรพรรดิจัสติเนียนแห่งอาณาจักรไบแซนไทน์ทรงโปรดให้สร้างโบสถ์เซนต์โซเฟียนี้ขึ้นใหม่แทนที่โบสถ์หลังเดิมที่ถูกไฟไหม้ สร้างเสร็จในราวปี ค.ศ.560 นับว่าเป็นโบสถ์คริสต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกมายาวนานกว่าพันปี 
 
หลังจากกรุงคอนสแตนติโนเปิลโดนพวกออตโตมันตีแตกสำเร็จ ก็ได้เปลี่ยนโบสถ์หลังนี้เป็นมัสยิด มีการประดับด้วยสัญลักษณ์และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามแทน เช่นแผ่นป้ายตัวอักษขนาดใหญ่ 8 แผ่น ทำด้วยไม้ เขียนพระนามของพระอัลลาห์ พระมูฮัมหมัด และบุคคลสำคัญอื่น ๆ ในศาสนาอิสลามด้วยภาษาอาหรั
 
 
 
โดมขนาดใหญ่ตรงกลางมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 30 เมตร และเจาะเป็นช่องหน้าต่างโค้งเพื่อรับแสงสว่าง 40 ช่อง ประดับด้วยกระเบื้องโมเสกสีทองทั้งหมด การก่อสร้างต้องอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์แบบกรีกและความสามารถทางวิศวกรรมแบบโรมันในการคำนวณการกระจายน้ำหนักจากโดมลงบนเสาและผนังรูปสี่เหลี่ยมที่ทำให้เกิดช่องว่างตรงกลางขนาดมหาศาล ซึ่งไม่เคยมีก่อนในสมัยนั้น
 
 
 
ภายในโบสถ์มีภาพกระเบื้องโมเสกในคริสต์ศาสนาจำนวนมากโดยเฉพาะบนชั้นสอง ในยุคที่โบสถ์ถูกเปลี่ยนเป็นมัสยิด มีการใช้ฉาบปูนปิดทับภาพโมเสกในศาสนาคริสต์เหล่านี้ จนเมื่อประเทศตุรกีถือกำเนิดภายใต้ข้อกำหนดว่าเป็นรัฐที่ไม่มีขีดจำกัดทางศาสนา (secular state) รัฐบาลได้เปลี่ยนให้โบสถ์/มัสยิดแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสชมความมหัศจรรย์ยิ่งใหญ่อย่างเท่าเทียมกัน ปูนที่ฉาบภาพโมเสกต่าง ๆ จึงถูกกระเทาะออกเพื่อให้เห็นความงามที่ถูกซุกซ้อนอยู่เบื้องหลังมานานหลายร้อยปี 

ภาพนี้เป็นภาพเก่าแก่ตั้งแต่ปี ค.ศ.944 ตรงกลางเป็นรูปพระแม่มารีกำลังอุ้มพระกุมารเยซูบนตัก ฝั่งขวาของภาพเป็นจักรพรรดิคอนสแตนติน (ผู้สร้างกรุงคอนสแตนติโนเปิล) กำลังถวายแบบจำลองของเมือง ฝั่งซ้ายของภาพเป็นจักรพรรดิจัสติเนียน (ผู้สร้างโบสถ์เซนต์โซเฟีย) กำลังถวายแบบจำลองของโบสถ์
 
 
 
 หลังจากพวกออตโตมันเติร์กเปลี่ยนจากโบสถ์คริสต์ให้เป็นมัสยิด จึงได้สร้างเสามินาเร็ต (minaret) 4 เสาเพื่อบ่งบอกความเป็นมัสยิด (หน้าที่จริง ๆ คือเพื่อประกาศเรียกคนให้มาทำพิธีละหมาด) มัสยิดอายาโซเฟียเป็นต้นแบบของมัสยิดแบบออตโตมันทั่วอิสตันบูลและตุรกี 
 
 
 
ฝั่งตรงข้ามกับเซนต์โซเฟีย เป็นมัสยิดชื่อมัสยิดสุลต่านอาห์เหม็ด (Sultan Ahmet Mosque) ที่ตั้งประชันกันในระยะไม่เกิน 500 เมตร ตั้งชื่อตามพระนามของสุลต่านที่โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อให้ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าโบสถ์เซนต์โซเฟีย สร้างขึ้นในราวปี ค.ศ. 1609-1616 มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ามัสยิดสีน้ำเงิน (Blue Mosque)  มัสยิดแห่งนี้ผสมผสานศิลปะแบบไบแซนไทน์ที่ได้จากอายาโซเฟียฝั่งตรงกันข้ามเข้ากับศิลปะอิสลามอย่างกลมกลืนตามเอกลักษณ์แบบออตโตมัน
 
 
 
มัสยิดแห่งนี้มีเสามินาเร็ตถึง 6 เสา สังเกตว่าเสามินาเร็ตของพวกออตโตมันมีลักษณะสูงชลูด ปลายแหลมเหมือนแท่งดินสอ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของมัสยิดแบบออตโตมัน เมื่อสร้างเสร็จชาวเมืองต่างรู้สึกไม่พอใจเพราะมัสยิดแห่งนี้มีจำนวนเสามินาเร็ต 6 เสาเท่ากับที่เมกกะ สุลต่านจึงมีพระบัญชาให้สร้างเสาที่มัสยิดในเมกกะเพิ่มอีก 1 เสา รวมเป็น 7 เสา
 
 
 
ภายในเป็นพื้นที่เปิดโล่ง ผนังประดับด้วยกระเบื้องสีน้ำเงินอมเขียว ทำให้ภายในมีสีออกน้ำเงิน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อมัสยิดสีน้ำเงิน (Blue Mosque)  รับความสว่างจากแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างถึง 2609 บาน
 
 
 
ภาพจากมุมสูง จะเห็นมัสยิดสีน้ำเงินตั้งประจันอยู่ตรงข้ามกับเซนต์โซเฟีย ตรงกลางเป็นสวนสาธารณะ ด้านข้างมัสยิดสีน้ำเงินที่ปัจจุบันเหลือแค่แท่งเสาโอบีลิสก์ 3 เสา เดิมเคยเป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่ของพวกไบแซนไทน์ มีชื่อว่าฮิปโปโดรม (Hippodrome) ปัจจุบันเหลือแค่ซาก แต่ก็พอมองเห็นร่องรอยสนามกีฬารูปยาว ๆ สำหรับการแข่งขันรถม้า

 
 
หลังจากยึดครองกรุงคอนสแตนติโนเปิลในปี ค.ศ.1453 เรียบร้อยแล้ว สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 มีพระบัญชาให้สร้างพระราชวังขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับเรียกว่าพระราชวังท็อปกาปึ (Topkapı Palace) และเป็นที่ประทับของสุลต่านทุกพระองค์จนถึงปี ค.ศ.1856  ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงสมบัติล้ำค่าของราชวงศ์ออตโตมันที่ปกครองประเทศยาวนานถึง 470 ปี มีทั้งเครื่องแก้ว เครื่องเงิน พระภูษาอาภรณ์ที่ใช้ เครื่องประดับ ตลอดจนถึงสมบัติที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศาสนาอิสลาม  
 
ในภาพจะเห็นโคตรเพชร  86 กะรัต ล้อมรอบด้วยเพชรเม็ดเล็กอีก 49 เม็ดเรียงเป็นสองแถว กับกฤชท็อปกาปึทำจากทองคำประดับมรกตเม็ดใหญ่สามเม็ด  
 
 
 
ส่วนชั้นในของพระราชวังเป็นเขตหวงห้ามเฉพาะสตรีเช่นเดียวกับพระราชวังจักรพรรดิของจีน ที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อว่าฮาเร็ม  (harem)  ผู้ชายที่เข้าไปได้มีแต่ขัณฑีเท่านั้น ภายในมีห้องถึง 400 ห้องสำหรับพระมารดา พระชายา นางสนม นางกำนัลของสุลต่าน 
 
 
 
สุลต่านยุคหลังโปรดปรานพระราชวังที่ตั้งอยู่ริมช่องแคบบอสฟอรัสมากกว่าพระราชวังหลังเดิมที่ท็อปกาปึ จนถึงรัชสมัยของสุลต่านอับดุลเมจิตได้ทรงโปรดให้สร้างพระราชวังในสไตล์ตะวันตกขึ้นใหม่ให้งดงามหรูหราอย่างพระราชวังแวร์ซายส์ในฝรั่งเศส และให้ชื่อว่าพระราชวังโดลมาบาเช่ (Dolmabahçe Palace) ประดับประดาด้วยศิลปะแบบร็อคโคโค
 
พระราชวังโดมาบาเช่สร้างขึ้นในยุคที่อาณาจักรออตโตมันอ่อนแอ ประสบปัญหาทางศรษฐกิจ จนได้สมยาว่าเป็น "คนป่วยแห่งยุโรป" (The Sick Man of Europe)  อาจจะด้วยเหตุนี้ด้วยจึงทำให้จักรวรรดิออตโตมันล่มสลายลงในที่สุด และกลายเป็นสาธารณรัฐตุรกีเช่นในปัจจุบัน 
 
 
 
ไม่ไกลนักจากโบสถ์เซนต์โซเฟีย จะพบทางเข้าอ่างเก็บน้ำใต้ดินขนาดใหญ่แบบไบแซนไทน์ เรียกว่าบาซิลิกา ซิสเทิร์น (Basilica Cistern) อ่างเก็บน้ำใต้ดินนี้สร้างขึ้นเพื่อช่วยเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามหน้าแล้งสำหรับพระราชวัง โดยลำเลียงน้ำมาจากทะเลดำผ่านท่อส่งน้ำ มีเสาโรมันทั้งหมด 336 ต้นค้ำยันหลังคาไว้ ประดับไฟที่โคนเสา เมื่อสะท้อนน้ำที่นิ่งสนิทเป็นภาพที่งดงามมาก
 
 
 
ด้านในสุดจะมีเสาสองเสาซึ่งมีฐานเป็นหัวนางเมดูซา (Medusa) เสาหนึ่งวางหัวตะแคง อีกเสาวางตีลังกากลับหัว จนถึงปัจจุบันยังไม่แน่ใจว่าเพราะอะไรจึงนำหัวนางเมดูซาเป็นฐานของสองเสานี้ คาดเดากันว่าหัวทั้งสองหัวคงนำมาจากอาคารโรมันเดิมที่สร้างก่อนหน้านี้
 
 
 
นางเมดูซาเป็นตัวละครในตำนานของพวกกรีก-โรมัน มีเส้นผมเป็นงูเก็งกอง หากใครจ้องตานางจะกลายเป็นหินทันที เพอร์ซิอุส (Perseus) ซึ่งเป็นคนครึ่งเทพตัดหัวของนางใส่ย่ามไว้ เวลารบกับข้าศึกก็ชูหัวของนางต่อหน้าฝ่ายตรงข้าม ทำให้กลายเป็นหิน นี่หรือเปล่าที่ต้องวางหัวนางเมดูซากลับหัวแทนที่จะวางตรง ๆ กลัวว่าคนที่จ้องไปที่รูปปั้นหัวของนางตรง ๆ จะกลายเป็นหิน
 
 
 
แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในอิสตันบูลคือแกรนด์บาซาร์ (Grand Bazaar) ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 300 ปี ครอบคลุมเนื้อหลายตารางกิโลเมตร มีหลังคาคลุมตลอด สร้างขึ้นพร้อมกับการที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกยึดจากพวกออตโตมัน แต่ราคาสินค้าที่นี่แพงกว่าอีกตลาดหนึ่งที่ชื่อว่าตลาดเครื่องเทศ (Spice Market) หรือ ตลาดอียิปต์ (Egyptian Market) ที่ตั้งอยู่ริมน้ำ สมัยก่อนเป็นแหล่งค้าขายเครื่องเทศที่มาทางเรือจากแดนไกล แต่ปัจจุบันกลายเป็นตลาดสำคัญสำหรับนักเที่ยวไปแล้วเช่นกัน แต่ที่นี่มีขนาดเล็กกว่าและราคาข้าวของก็ถูกกว่าที่ Grand Bazaar
 
 
 
มาถึงตุรกีแล้วต้องลองอาบน้ำแบบตุรกีนะครับ สถานที่สำหรับ Turkish Bath เรียกว่าฮามาม (Hamam)  ชาวเติร์กรับวัฒนธรรมการอาบน้ำสาธารณะมาจากพวกโรมันและไบแซนไทน์  ฮามามนอกจากเป็นที่อาบน้ำทำความสะอาดแล้ว ยังเป็นที่พบปะสังสรรค์พูดคุยเรื่องต่าง ๆ ทั้งการบ้านการเมือง  ไม่มีรูปของจริงมาให้ดู ก็ดูภาพวาดแทนไปก่อนนะครับ
 
 
 
หากมีโอกาสก็ควรล่องเรือชมทัศนียภาพสองข้างทางตามช่องแคบบอสฟอรัส ฝั่งหนึ่งเป็นทวีปยุโรป อีกฝั่งเป็นทวีปเอเชีย มีสะพานเชื่อมสองทวีปอยู่สามสะพานตลอดความยาวช่องแคบ
 
 

นับว่าอาณาจักรไบแซนไทน์รับความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมกรีกโรมันโบราณและพัฒนาจนสูงสุดก่อนจะส่งผ่านไปยังวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่ตามมาในภายหลังทั้งโลกตะวันตกและตะวันออก
 
โชคดีที่พวกเติร์กที่นับถือศาสนาอิสลามมิได้เผาทำลายศาสนสถานเดิมของพวกคริสต์ แต่กลับเปลี่ยนให้เป็นสถานที่บูชาในศาสนาของพวกตนแทน และพัฒนาต่อจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบออตโตมันที่ผสมผสานความเป็นตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน ทำให้ชนรุ่นหลังได้มีโอกาสชื่นชมสมบัติล้ำค่าเป็นพันปีที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน  จึงอาจกล่าวได้ว่านครอิสตันบูลเป็นนครสองทวีปทั้งด้านกายภาพและศิลปวัฒนธรรมอย่างแท้จริง