เรามาเที่ยวตุรกีกันต่อนะครับ คราวนี้จะพาไปชมสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่สองแห่งในตุรกี จนยูเนสโก้ต้องมอบตำแหน่งมรดกโลกให้ แต่ไม่มีที่ใดในตุรกีที่ได้รับตำแหน่งมรดกโลกทางธรรมชาติ ธรรมชาติที่นี่ได้รับใช้ผู้คนมาเนิ่นนานหลายพันปี มนุษย์ได้ใช้ชีวิตเข้ากับธรรมชาติอย่างกลมกลืนจนยูเนสโก้ต้องยกย่องให้ทั้งสองที่นี้เป็นมรดกโลกร่วมทั้งทางด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม

ที่แรกที่เราจะไปชมคือน้ำตกหินปูนปามุคคาเล (Pamukkale) แปลตรงตัวว่าปราสาทปุยฝ้าย (ปามุคแปลว่าฝ้าย คาเลแปลว่าปราสาท) จริง ๆ คือน้ำตกขนาดใหญ่ซึ่งในน้ำประกอบด้วยธาตุแคลเซียม น้ำตกได้ไหลผ่านผนังภูเขานับพันนับหมื่นปี จนเกิดการสะสมของแคลเซียมซ้อนกันเป็นชั้น จนมีลักษณะคล้าย ๆ หินงอกหินย้อย กลายเป็นภูเขาหินปูนสีขาวขนาดมหึมา หลายจุดเป็นแอ่งน้ำสีฟ้าสีเขียว

 

เขาหินปูนลักษณะนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่าทราเวอทีน (Travertine) ที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้แก่ Mammoth Hot Spring ใน Yellowstone และที่อุทยานแห่งชาติหวงหลงในประเทศจีน แต่ที่ปามุคคาเลมีขนาดใหญ่โตกว่าเยอะ

 

ชาวโรมันเชื่อว่าน้ำแร่ที่ปามุคคาเลมีสรรพคุณทางยา ช่วยบำบัดโรคภัยต่าง ๆ เช่นไขข้อ กระดูก หอบหืด โรคผิวหนัง ฯลฯ น้ำที่อุณหภูมิสูงถึง 36 องศาเซลเซียส ช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนดีอีกต่างหาก ที่แห่งนี้จึงถือเป็นแหล่งสปาทางธรรมชาติมาตั้งแต่โบราณกาล ชาวโรมันตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่เหนือภูเขาหินปูนจนกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ ชื่อว่าเฮียราโพลิส (Hierapolis) ปัจจุบันยังมีซากเมืองโบราณยุคโรมันโดยเฉพาะโรงละครขนาดใหญ่บรรจุคนได้ถึง 12,000 คนคล้ายที่เอฟิซุส ทั้งเฮียราโพลิสและปามุคคาเลได้รับการกำหนดให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติร่วมกัน

 

นอกจากชาวโรมันโบราณจะมาอาบน้ำแร่แช่น้ำปูนแล้ว นักท่องเที่ยวทุกยุคสมัยก็ทำเช่นเดียวกับคนเมื่อสองพันกว่าปีก่อน ต่างมาอาบน้ำแร่จนเสียสมดุลสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ รัฐบาลตุรกีจึงเสนอให้องค์การยูเนสโก้เร่งเข้ามาช่วยดำเนินการ ปัจจุบันทางการได้ทำระบบท่อไหลเวียนเปิดปิดน้ำบางจุด บางจุดดูแห้งแล้งขาดน้ำจนดูไม่สวย แต่นั่นเป็นมาตรการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้กลับมาดีดังเดิม การหมุนเวียนเปิดปิดน้ำก็เพื่อให้หินปูนแห้งถูกแดดฟอกจนขาวกลับมาดังเดิม มิฉะนั้นหินปูนที่อยู่ใต้น้ำนาน ๆ จะมีสีเขียวจากตะไคร่น้ำ การทำให้แห้งยังช่วยให้หินปูนเกาะตัวกันขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการสร้างบ่อน้ำแร่เทียมให้นักท่องเที่ยวได้ลงไปเล่น

 

ถ้าไปเที่ยวที่นี่แล้วถ่ายรูปมา รูปถ่ายปัจจุบันอาจไม่งามเหมือนรูปในโปสการ์ด ใครไปชมของจริงก็อย่าแอบผิดหวังมากนักนะครับ

 

จากปามุคคาเล เราข้ามมาชมมรดกโลกทางธรรมชาติ (และวัฒนธรรม) อีกแห่งทางตอนกลางของประเทศ ที่นี่ดูคล้ายพื้นผิวดวงจันทร์หรือดาวเคราะห์ดวงอื่นในจักรวาลมากกว่าพื้นผิวโลก เต็มไปด้วยหินรูปทรงแปลก ๆ ไม่มีที่ใดในโลกที่มีภูมิประเทศเหมือนแบบนี้ (จะมีที่คล้าย ๆ ก็ Badlands National Park หรือ Bryce Canyon National Park ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือแพะเมืองผีที่จังหวัดแพร่ เสาดินนาน้อยจังหวัดน่าน ที่มีต้นกำเนิดคล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่เหมือนทีเดียว) บรรยายไม่ถูก ชมรูปกันเองดีกว่า

 

เรามาดูต้นกำเนิดทางธรณีวิทยากันก่อน พื้นที่แถบนี้เมื่อ 30 ล้านปีก่อนเคยเป็นดินแดนแห่งภูเขาไฟ มีการระเบิดใหญ่สามครั้ง สองครั้งแรกภูเขาไฟพ่นเถ้าถ่านออกมาปกคลุมทั่วบริเวณ จนกลายมาเป็นดินอ่อนสะสมเป็นฐานชั้นล่าง ครั้งที่สามภูเขาไฟพ่นลาวาลงมาปกคลุม ซึ่งกลายเป็นหินแข็งอยู่ตอนบน เมื่อเวลาผ่านไป ปัจจัยจาก ลม ฝน หิมะ อุณหภูมิ ทำให้ชั้นล่างซึ่งเป็นดินอ่อนกว่าผุสลายเร็วกว่าหินแข็งตอนบน ก่อให้เกิดภูมิประเทศรูปร่างแปลกประหลาด ครอบคลุมเนื้อที่ประมาณ 300 ตารางกิโลเมตร เรียกพื้นที่แถบนี้ว่าแคปปาโดเกีย (Cappadocia) มีอาณาเขตครอบคลุมหลายเมืองด้วยกัน

 

เสาหินรูปทรงประหลาดกลุ่มนี้เป็นหินทรงกรวย ตอนบนเป็นหินแข็งเหมือนหัวจุกตั้งอยู่บนหินที่อ่อนกว่า ได้รับฉายาว่าปล่องไฟภูติ (fairy chimneys) เพราะคนสมัยก่อนเชื่อว่าเสาเหล่านี้คือปล่องไฟของบ้านของพวกภูติที่อาศัยอยู่ใต้ดิน เสาบางต้นสูงถึง 40 เมตร

 

เนื่องจากหินบริเวณนี้มีความอ่อนสูง ผู้คนที่เข้ามาอาศัยบริเวณนี้พวกแรกจึงเจาะเข้าไปในเนื้อหิน สร้างเป็นบ้านเรือนที่อยู่อาศัย

 

ช่วงต้นของศาสนาคริสต์ ชาวคริสต์ถูกกดขี่จากพวกโรมันซึ่งนับถือเทพเจ้าแบบดั้งเดิม จนต้องอยู่กันแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ อาณาบริเวณแถบแคปปาโดเกียจึงเหมาะมากในการเข้ามาหลบพำนักตามถ้ำตามซอก หลายแห่งสร้างเป็นสำนักสงฆ์ในศาสนาคริสต์ซึ่งมองไม่ออกเลยจากภายนอก

 

นอกจากนี้ยังมีการขุดเมืองใต้ดินโดยขุดลงไปใต้ดิน 7-8 ชั้น ปัจจุบันค้นพบ 36 แห่งด้วยกัน บางแห่งมีความลึกถึง 150 เมตร แบ่งเป็นชั้น ๆ ภายในแบ่งเป็นห้องต่าง ๆ ทั้งห้องครัว ห้องนอน ห้องเก็บของ ห้องนั่งเล่น มีระบบระบายอากาศ ทุกอย่างอยู่ใต้ดิน มีประตูเปิดปิดแน่นหนา สามารถหลบซ่อนตัวนานเป็นเดือน เห็นแล้วนึกถึงอุโมงค์ของพวกเวียดกงในประเทศเวียดนาม เดิมสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ซ่อนตัวจากอันตราย ต่อมาพวกที่นับถือศาสนาคริสต์ในตอนต้นซึ่งหลบหนีการข่มเหงจากพวกโรมันได้เข้ามาอาศัย และพัฒนาเมืองใต้ดินต่อโดยการสร้างโบสถ์หลายแห่งภายในเมืองจอมปลวกใต้ดินเหล่านี้

 

เมืองโกเรเม (Göreme) เป็นเมืองที่อยู่ใจกลางแคปปาโดเกีย มีที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวมากมายให้เลือก บางแห่งก็คือบ้านปล่องไฟที่ถูกปรับปรุงมาเป็นโรงแรม สิ่งสำคัญที่สุดในโกเรเมคือพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งโกเรเม (Goreme Open-Air Museum) ที่นี่เป็นกลุ่มของโบสถ์คริสต์ และสำนักสงฆ์ ที่อยู่กันตามถ้ำ มีภาพเขียนสีตามผนังถ้ำเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซูและนักบุญต่างๆ เป็นศิลปะแบบไบแซนไทน์ที่ตกทอดหลงเหลืออยู่ในประเทศตุรกี

 

เมืองอุชิซาร์ (Uçhisar) เป็นเมืองเล็ก ๆ แต่มีภูเขาหินขนาดมหึมาอยู่บนเขากลางเมือง ถูกขุดสกัดเป็นปราสาทขนาดใหญ่ มีช่องหน้าต่างมากมายจนดูคล้ายรวงผึ้ง วิวจากด้านบนสามารถมองลงไปเห็นหุบเขาเบื้องล่างได้รอบทิศ ที่นี่สามารถสัมผัสถึงวิถีชีวิตของผู้คนจริงที่อยู่อาศัยในบ้านที่ขุดเข้าไปในภูเขาที่ดูเหมือนจอมปลวก จนเรียกได้ว่าเป็นบ้านจอมปลวก ในสภาพแวดล้อมเดิมมายาวนานหลายร้อยปี

 

นักท่องเที่ยวสามารถชมธรรมชาติที่แคปปาโดเกียจากมุมสูงได้โดยการขึ้นบอลลูน ที่นี่เป็นจุดหนึ่งในโลกที่เหมาะกับการปล่อยบอลลูน วันไหนอากาศดี จะเห็นบอลลูนลอยเต็มท้องฟ้ายามเช้า ได้ทั้งขึ้นบอลูน ได้ทั้งชมวิวธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์ มีโอกาสแล้วไม่ควรพลาดนะครับ

 

พบกันใหม่คราวหน้าครับ

Comment

Comment:

Tweet

big smile

#13 By (171.98.222.42|171.98.222.42) on 2014-02-27 23:02

ภาพสวย เนื้อหาแน่น ได้ความรู้เพิ่ม แถมอ่่านสนุก อ่านครบตุรกีทั้งสามตอน คุณบรรยายได้เก่งมากค่ะ เป็นกำลังใจให้เขียนบล็อคต่อไปนะคะ big smile

#12 By Tugba (103.7.57.18|88.236.66.114) on 2013-01-31 04:16

โห ไม่นึกว่าตุรกีจะน่าเที่ยวขนาดนี้เลยนะค่ะอยากลองไปชมบริเวณแถบแคปปาโดเกียจังเลยค่ะ อยากรู้ว่าข้างในจะเป็นยังไง
ป.ล.ขออนุญาตแอดบล็อกเอาไว้นะค่ะ เวลามีรีวิวประเทศต่างๆมาอีกจะได้มาดูไว้เป็นความรู้'u'

#11 By Rin000 on 2011-08-22 23:34

ได้รับโปสการ์ดจากลิทัวเนียแล้วนะครับ ขอบคุณมากครับ

#10 By เจ้าชายน้อย on 2011-08-03 17:27

พี่ไปมาหมดที่เขียนนี่เลยเหรอครับ

ทำไมไปเยอะจังเลย O_o

#9 By ParkZaa D ManChester on 2011-07-22 23:16

เห็นแล้วอยากไปเที่ยวมากเลยค่ะ สวยมากจริงๆๆbig smile

#8 By Ango (202.176.95.39) on 2011-07-21 20:05

ภาพจากโปสการ์ดโอฬารตระการตาจังเลยนะคะ เคยชมภาพจากหนังสือท่องเที่ยว สวยงามสู้โปสการ์ดของคุณ Cherokeeไม่ได้เลย ธรรมชาติช่างสร้างสรรค์จริงๆเน๊อะ

ไม่รู้จะได้มีโอกาสไปเยือนหรือเปล่า อิอิ

#6 By แม่นีโอ (124.120.54.6) on 2011-06-21 22:34

เจ้าชายน้อย - ขอให้ได้สมหวังนะครับ เพี้ยง ๆๆ

imai283 - ขนาดผมไปเดือนเมษา บางวันยังหนาวมาก ๆ เลย เอาเสื้อหนาวไปตัวเดียวแทบไม่พอ ต้องยัดหลาย ๆ ชั้น ใครจะนึกว่าประเทศนี้จะหนาวขนาดนี้

φείβλας - อยากไปชมที่ไต้หวันบ้างครับ ได้ทำรีวิวมั้ยครับ

JiBi_AI - การขึ้นบอลลูนถือเป็นไฮไลต์ของทริปเลยครับ วิวข้างบนสวยมาก ๆ

#5 By Cherokee on 2011-06-21 20:57

อยากไปจังเลยค่ะ > <Hot! Hot!
น้ำตกก็น่าไปเล่น ยิ่งรูปสุดท้ายเห็นแล้วอยากจะขึ้นบอลลูนไปจริงๆ

#4 By JiBi_AI on 2011-06-19 14:36

โห สวยมากเลย ไม่คิดว่าจะมีสถานที่สวยๆแบบนี้ พลังธรรมชาติสร้างสรรค์ได้ดีจริงๆ
ชอบสถานที่ที่มีหินสวยๆแบบนี้มาก เหมือนที่ไปเที่ยวชายฝั่งเหนือของไต้หวันมา

#3 By φυβλας on 2011-06-19 14:13

เห็นแล้วก้ออยากกลับไปเที่ยวอีก เสียดายที่ตอนที่ไปเที่ยวดันเป็นกลางหน้าหนาว (+ฝน) ตอนไปถึงคาปาโดเกียหิมะตกตั้งแต่กลางคืนยันกลางวันอีกวันนึง ถ่ายรูปออกมาเลยขมุกขมัว
ส่วนตอนไปถึงปามุกคาเลก้อหนาวจับจิต...นึกว่าจาแข็งตายซะแล้ว แต่ว่าวิวสวยก้อเลยโอเคconfused smile

#2 By imai283 on 2011-06-18 23:34

เห็นรูปบอลลูนแล้วคิดถึงโลโก้ของโปรแกรม Photoshop ในรุ่นแรก ๆ เลยครับ น่าจะใช่นะ

เป็นสถานที่ที่น่าอัศจรรย์ใจมากครับ อยากไปชมกับตาเองสักครั้ง ไม่รู้ว่าจะมีบุญหรือเปล่า

#1 By เจ้าชายน้อย on 2011-06-18 19:28