คราวก่อนได้แนะนำเมืองใหญ่สุดในคาซัคสถานคือนครอัลมาตี (Almaty) อดีตเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของรัสเซีย คราวนี้จะย้อนไปอธิบายภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของคาซัคสถาน

จริง ๆ แล้ว ชาวคาซัคสืบเชื้อสายมาจากชาวมองโกล แต่ผสมผสานกับผู้คนท้องถิ่นที่เป็นพวกเตอร์กหรือรัสเซีย  ในอดีตชาวคาซัคมีวิถีชีวิตแบบเร่ร่อน ดำรงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์ในทุ่งหญ้าเสต็ปป์ (Steppe) ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าเวิ้งว้างขนาดใหญ่ทางตอนกลางของทวีปเอเชีย  อาศัยอยู่ในกระโจมซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายได้
 
 
 
พวกชนเผ่าเร่ร่อนจะย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่กับอากาศและแหล่งอาหารทั้งของคนและสัตว์เลี้ยง ถ้าอากาศหนาวก็อพยพลงใต้ เมื่ออากาศอุ่นสบายก็หนีร้อนขึ้นเหนือ  พวกนี้จึงไม่สร้างอาคารถาวรเพื่ออยู่อาศัย หรือเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา  ประเทศที่ลงท้ายด้วยสถานในเอเชียกลางจึงแทบไม่มีโบราณสถานให้ได้ชมเลย  ยกเว้นเพียงอุซเบกิสถานที่ตั้งหลักแหล่งในโอเอซิสกลางทะเลทราย จึงทิ้งร่องรอยอารยธรรมไว้ให้เห็นถึงปัจจุบัน
 


ชาวคาซัคยึดวิถีชีวิตแบบนี้มา จนเมื่อรัสเซียแผ่อำนาจเข้ามาปกครองดินแดนแถบนี้ และใช้ทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่เป็นไร่ฝ้าย  จึงได้บังคับให้ชาวคาซัคตั้งหลักแหล่งเป็นชาวไร่ชาวสวน แต่ก็มีประชากรไม่น้อยที่ยังมีวิถีชีวิตแบบเร่ร่อนอยู่กระโจม
 
คุณป้าคนนี้เพิ่งรีดนมม้าเสร็จ คนประเทศนี้ใช้ม้าคุ้มจริง ๆ ทั้งเป็นพาหนะ เนื้อกินเป็นอาหาร นมเอามาดื่มได้อีก

 
 
ถึงรูปนี้จะดูจัดฉากไปหน่อย แต่ก็พอมองเห็นวิถีชีวิตของพวกเร่ร่อนอยู่กระโจมที่พร้อมเคลื่อนย้ายได้ตลอดเวลา
 

 
 
พวกเร่ร่อนมีวิถีชีวิตอยู่บนหลังม้าเป็นส่วนใหญ่ ประเทศจีนค้นพบเส้นทางสายไหมก็จากความต้องการสืบเสาะหาม้าพันธุ์ดี มีฝีเท้าดีเพื่อนำมาถวายยังราชสำนัก จนมาถึงดินแดนแถบเอเชียกลางในปัจจุบัน
 
 
 
การแสดงกิจกรรมบนหลังม้า แสดงถึงความสามารถในการควบคุมม้า
 
 
 
โชว์การเก็บของขณะที่ม้าวิ่ง จริง ๆ แล้วยากมาก ๆ  ม้าก็ควบสุดชีวิต คนขี่ก็ต้องทิ้งตัวลงให้ได้จังหวะพอดี ท่าทางแบบนั้นทิ้งตัวลงไปได้ไม่กี่วินาทีก็ต้องดึงตัวขึ้น ไม่งั้นคงร่วงจากหลังม้าแน่ ๆ
 
 
 
การฝึกขี่ม้ายิงธนู  เห็นแบบนี้แล้วไม่แปลกใจว่าทำไมกองทัพมองโกลอันเกรียงไกรของเจงกิสข่าน ถึงบุกตะลุยไปจนถึงยุโรป  ชาวยุโรปใช้น้ำเป็นปราการธรรมชาติในการป้องกันข้าศึก แต่ชาวมองโกลซึ่งเคยชินกับความหนาวเย็นในฤดูหนาวกลับใช้โอกาสนี้ขี่ม้าข้าม แม่น้ำซึ่งกลายเป็นน้ำแข็ง และใช้การต่อสู้ระยะไกลด้วยธนู จนสามารถเข้าตีเมืองต่าง ๆ ในยุโรปได้อย่างสบาย  จนทำให้ชาวยุโรปขวัญหนีดีฝ่อเพราะไม่เคยเจอกองทัพและการรบแบบนี้
 
 
 
นกอินทรีก็เป็นนกที่ชาวเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงไว้เพื่อติดต่อสื่อสาร
 
 
 
นกพวกนี้ถูกฝึกให้เชื่องคนมาก ๆ สามารถเกาะบนมือมนุษย์ที่ใส่ถุงมืออย่างหนาโดยไม่บินหนีไปไหน
 


ปกติเค้าจะปิดตามันไว้ ไม่ให้มันบินหนี
 


วงดนตรีแบบคาซัค ฟังแล้วก็คล้ายเพลงจีน แต่ฮึกเหิมกว่า มีท่วงทำนองลีลาเร้าใจ
 
 
 
หมวกนี่ท่าทางจะหนัก



 
กระโจมของพวกเร่ร่อน ภายนอกทำด้วยหนังสัตว์มีความหนามาก สามารถทนความหนาวเย็นและกระแสลมที่พัดแรง ให้ความอบอุ่นแก่ผู้อยู่อาศัยภายในได้อย่างดี  โครงเป็นไม้ขัดกันสามารถถอดเก็บเคลื่อนย้ายได้ในเวลาไม่นาน
 
 
 
กระโจมภาษาอังกฤษเรียกว่าเยิร์ต (yurt) แต่พวกมองโกลเรียกว่าเกอร์ (ger)
 
 
 
กระโจมซึ่งตกแต่งภายในอย่างหรูหรา
 
 
 
กระโจมหลังนี้ ภายในจัดเป็นห้องอาหารเสิร์ฟอาหารพื้นเมืองให้นั่งทานกันบนโต๊ะเล็ก ๆ
 
 
 
อาหารส่วนใหญ่เป็นเนื้อสัตว์ ไม่ทราบเนื้ออะไรบ้าง แต่สีดำ ๆ น่าจะเป็นเนื้อม้า ผมไม่กล้าทาน แต่เพื่อนที่ทานบอกว่ารสชาติดี  ส่วนพืชผักก็จะมีแต่แตงกวากับมะเขือเทศทุกมื้อ  มื้อนี้พิเศษตรงที่มีผักผลไม้อย่างอื่นให้ทานด้วย
 
 
 
เด็กน้อยชาวคาซัคในชุดพื้นเมือง ลองดูผ้าพันคอเสียก่อน
 



ที่กรุงแอสตานา สถานที่จัดแสดงเอกลักษณ์ของชาติอยู่ภายในศูนย์วัฒนธรรมของท่านประธานาธิบดี (President’s Culture Center)  เป็นอาคารทรงโดมสีฟ้า ภายในมี 4 ชั้น
 
 
 
ธงชาติคาซัคสถาน เป็นรูปดวงอาทิตย์และนกอินทรีสีทองบนพื้นสีฟ้า  พร้อมตราสัญลักษณ์ของประเทศ



ชั้นล่างจัดแสดงเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของชาวคาซัค  เครื่องแต่งกายพื้นเมือง ดูแล้วก็เหมือนมองโกลผสมอาหรับ
 
 
 
ชั้นบนจัดแสดงโบราณคดีของคาซัคสถาน โดยเฉพาะแบบจำลองของมนุษย์ทองคำ  มนุษย์ทองคำจริง ๆ แล้วคือชุดนักรบเก่าแก่ตั้งแต่ 500 ปีก่อนคริสตกาล หรือร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า ตัวชุดทำด้วยทองคำกว่า 4000 ชิ้น พร้อมหมวกทรงสูง 70 เซนติเมตร ปลายเป็นลูกธนูชี้ขึ้นฟ้า และมีรูปเสือดำหิมะติดปีกอยู่ใกล้ ๆ กัน  มนุษย์ทองคำถูกค้นพบในสุสานใกล้เมืองอัลมาตีเมื่อปี พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969)  เราไม่อาจทราบได้ว่ามนุษย์ทองคำจริง ๆ แล้วเป็นเผ่าพันธุ์ไหน  แต่ชาวคาซัคมีความภูมิใจมากและยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศ  ในอัลมาตีที่อนุสาวรีย์แห่งอิสรภาพ ยอดบนสุดเป็นรูปมนุษย์ทองคำยืนบนหลังเสือดำติดปีก  ชุดมนุษย์ทองคำของจริงคงถูกเก็บรักษาเป็นอย่างดีในสถานที่ที่เป็นความลับ แต่มีแบบจำลองมนุษย์ทองคำให้ชมตามพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ทั่วไป รวมทั้งหน้าสถานทูตคาซัคสถานประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี ด้วย
 
 
 
ชุดม้าศึกจำลอง
 



ในงานประชุมมีพิธีต้อนรับอย่างอลังการพอ ๆ กับงานประกาศรางวัลออสการ์เลย  ดนตรีฮึกเหิมเร้าใจมาก ๆ



มีชาวคาซัคแต่งตัวในชุดพื้นเมืองน่าจะประมาณหัวหน้า เผ่ามายืนต้อนรับ ดูแล้วเหมือนพวกมองโกลมาก ๆ สองคนนี้สูงใหญ่มาก ขอบอก ผมสูงประมาณ 175 เซนติเมตรไปยืนถ่ายรูปยังได้แค่หัวไหล่เขา
 



อีกด้านได้เจอมนุษย์ทองคำตัวจริงแล้ว 
 
 
 
ก่อนจะจบรีวิวแรกของคาซัคสถาน อยากจะฝากว่าประเทศคาซัคสถานเป็นประเทศเกิดใหม่เพียง 20 ปีมานี้  เมื่อได้รับเอกราช จึงต้องค้นหาเอกลักษณ์ของชาติขึ้นมา โดยการฟื้นฟูประเพณีท้องถิ่นดั้งเดิม ภาษา ดนตรี ศิลปะ รากเหง้าของความเป็นคาซัคที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งสหภาพโซเวียตหรือประเทศรัสเซียในปัจจุบันอีกต่อไป  แต่สามารถยืนได้ในสังคมโลกอย่างภาคภูมิใจ  เห็นแล้วก็ทึ่งในความพยายามสร้างและฟื้นฟูเอกลักษณ์ของชาติ  เราเป็นคนไทยมีเอกลักษณ์ของความเป็นไทยมายาวนานหลายร้อยปี จงภาคภูมิใจและช่วยกันบำรุงรักษาไว้ให้นานเท่านาน
 
คราวที่แล้วเป็นเมืองปัจจุบัน คราวนี้ย้อนอดีต คราวหน้าเรามาชมคาซัคสถานในอนาคต จะแหวกแนวแค่ไหนต้องคอยติดตามครับ


Comment

Comment:

Tweet

#3 By (49.0.113.87|49.0.113.87) on 2014-09-14 11:21

มีเพื่อนเป็นชาวคาซัคค่ะ โดยส่วนตัวคิดว่าชาวคาซัคหน้าตาดีนะ

#2 By (65.49.2.172) on 2011-05-30 15:26

Hot! Hot!

เห็นอาหารแล้วอยากลองชิมค่ะ

confused smile

#1 By friday on 2011-01-26 11:25