สวัสดีครับ วันนี้เรามาเที่ยวซามาร์คานด์ต่อจนจบนะครับ  ถ้าเราเดินต่อมาอีกประมาณ 500 เมตรจาก Registan Square ผ่านถนนสายใหม่ตามสไตล์รัสเซีย จะพบมัสยิดขนาดใหญ่มหึมา
 
 
 
มัสยิดแห่งนี้ชื่อว่ามัสยิดบีบี-คานิม (Bibi-Khanym Mosque) ตามชื่อของมเหสีเอก  เริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1399 หลังจากที่ท่านติมูร์รบชนะสามารถพิชิตนครเดลีของอินเดีย  ได้กวาดต้อนผู้คน ช่างฝีมือ ช้างม้าวัวควาย ทรัพย์สินต่าง ๆ กลับซามาร์คานด์ และได้บัญชาการสร้างมัสยิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดสวยที่สุดกว่าประเทศใด ๆ ที่เคยเห็นมา เพื่อให้เป็นมัสยิดประจำนคร  ในการก่อสร้างต้องอาศัยช้าง 95 เชือกเพื่อลากหินอ่อนและสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ  ใช้เวลา 5 ปีในการก่อสร้าง เมื่อติมูร์กลับมาจากการรบ พบว่ามัสยิดมีขนาดใหญ่ไม่พอเลยเกิดความรู้สึกผิดหวัง จึงสั่งให้รื้อประตูทางเข้าแล้วสร้างใหม่ให้สูงใหญ่กว่าเดิมอีก
 
 
 
ประตูทางเข้ามีความสูงถึง 35 เมตร กว้าง 18 เมตร นับว่าป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกอิสลามสมัยนั้น
สังเกตขนาดของคนเมื่อเทียบกับขนาดประตู
 
 
 
มัสยิดแห่งนี้มีขนาดสูงใหญ่มาก แต่สร้างโดยปราศจากความรู้ทางวิศวกรรม ทำให้มัสยิดไม่สามารถรับน้ำหนักของตัวเองได้ ไม่นานก็เริ่มเกิดรอยร้าวขึ้นทั่วและค่อย ๆ พังลงมาทีละนิด จนใช้การไม่ได้เป็นเวลาหลายร้อยปี  และพังลงมาจากแผ่นดินไหวในปี ค.ศ. 1897  จนเมื่อปลายศตวรรษที่ 20 นี้เองที่มีการบูรณะซ่อมแซมมัสยิดแห่งนี้ให้กลับมาดูดีอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะยังคงเห็นร่องรอยของความชำรุดทรุดโทรมอยู่ภายในก็ตาม
 
 
 
ภายในมีโดยรอบสามด้านประกอบด้วยโดมขนาดใหญ่ มีทั้งโดมลูกฟูกและโดมเรียบ  ที่ฐานโดมประดับด้วยอักษรอาหรับจากพระคัมภีร์อัลกุรอาน ดูเหมือนลวดลายเรขาคณิตมากกว่าภาษาอาหรับ  เขียนในแนวตั้งเพื่อสอดรับกับทุกอย่างในมัสยิดแห่งนี้ที่สูงชะลูดหมด
 
 
 
มัสยิดแห่งนี้จะหันหน้าไปทิศตะวันออก  ฉะนั้นจะถ่ายรูปให้สวยต้องมาช่วงเช้า
 
 
 
ภายในมีแท่นหินอ่อนสำหรับพระคัมภีร์อัลกุรอาน  ชาวบ้านเชื่อกันว่าหญิงใดคลานลอดใต้แท่นนี้จะมีลูกดก
 
 
 
อีกหนึ่งเสาหลักของสุดยอดสถาปัตยกรรมซามาร์คานด์ คือสุสานชาคี-ซินดา (Shakhi-Zinda necropolis)
เมื่อเทียบกับอีกสามเสาหลักที่เหลือ ที่นี่คงต้องเรียกว่าจิ๋วแต่แจ๋ว  เพราะไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอลังการ แต่วิจิตรงดงามด้วยรายละเอียด  ที่แห่งนี้เคยที่เป็นสถานที่สำคัญที่สุดในเอเชียกลางของศาสนาอิสลาม  เคยเป็นที่แสวงบุญของชาวมุสลิมจากที่ต่าง ๆ
 
 
 
สุสานแห่งนี้ได้รับฉายาว่าถนนแห่งผู้วายชนม์ (Avenue of the Dead) เพราะเป็นเส้นทางเดินเหมือนซอยแคบ ๆ สองข้างเป็นอาคารแบบอิสลามที่ประดับประดาด้วยกระเบื้องเคลือบโมเสกสีฟ้า อย่างสวยงามไม่มีที่ใดเทียบได้ในเอเชียกลาง
 
 
 
อาคารแต่ละหลังดู ราวกับเป็นร้านค้าที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวแวะชมสินค้าในร้าน  แต่จริง ๆ แล้วมันคือสุสาน ที่สร้างเพิ่มขึ้น ๆ เป็นเวลากว่า 9 ศตวรรษ
 
 

ชื่อของสุสานเป็นภาษาเปอร์เซีย แปลว่าหลุมศพของกษัตริย์ที่ยังมีชีวิต (Tomb of the Living King)  ตำนานกล่าวว่าที่นี่เป็นที่ฝังศพของลูกพี่ลูกน้องของท่านนบีมูฮัมหมัดชื่อ ว่า คูซามะ อิบนุ อับบาส (Kusama Ibn Abbas)  ที่มาเผยแผ่ศาสนาอิสลามในซามาร์คานด์ให้ชนพื้นเมืองที่นับถือศาสนาดั้งเดิม ของเปอร์เซียคือโซโรแอสเตอร์  ทำให้พวกนักบวชในศาสนาเดิมไม่พอใจ  จึงลอบสังหารท่านโดยการตัดศีรษะ  ตำนานเล่าว่าท่านก้มลงเก็บศีรษะแล้วเดินหายเข้าไปในบริเวณที่เป็นสุสานใน ปัจจุบัน  ผู้คนต่างเชื่อว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งภายใน  จึงเป็นที่มาของชื่อสุสานแห่งนี้

สุสานของท่านคูซามะที่นี่ดึงดูด ให้ผู้คนหลั่งไหลมาแสดงความเคารพ จนเคยเป็นที่แสวงบุญของชาวมุสลิมเช่นเดียวกับที่เมกกะ  แม้แต่จากตะวันออกกลาง  ปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวน่าจะเปลี่ยนไปแล้ว  เพราะไม่ค่อยเห็นผู้แสวงบุญมากนัก มีก็แต่นักท่องเที่ยว
 
 
 
ในสมัยติมูร์ นิยมสร้างสุสานไว้ใกล้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์  ญาติ ๆ ของติมูร์และขุนนางต่าง ๆ จึงสร้างสุสานขึ้นใกล้สุสานของท่านคูซามะจนเต็มเส้นทางเดินทั้งสองข้าง  แต่ละหลังมีรูปแบบแตกต่างกัน
 
 
 
เนื่องจากว่าไม่ได้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร จึงสามารถประดับประดาด้วยกระเบื้องอย่างงดงามหาที่ใดเสมอเหมือนได้ยาก
 
 
 
สุสานแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มเหนือ กลุ่มกลาง และกลุ่มใต้  เมื่อเดินขึ้นเขาจะพบกลุ่มใต้ก่อน เป็นกลุ่มสุสานของสตรีในราชวงศ์ติมูริด
 
 
 
กลุ่มกลาง
 
 
 
กลุ่มเหนือ ประกอบด้วยสุสานสามหลังหันหน้าเข้าหากัน
 
 
 
ภายในสุสานของท่านคูซามะนอกจากเป็นสุสานแล้วยังเป็นมัสยิดด้วย  มีอิหม่ามนำสวดสำหรับผู้มาเยือน
 
 
 
ภายในโดมประดับกระเบื้องสีเขียว
 
 
 
ทางเหนือของเขตซามาร์คานด์ปัจจุบันเป็นเนินเขาไม่สูง นักชื่ออะโฟรเซียบ (Afrosiab) ซึ่งเป็นเขตที่ตั้งของเมืองเก่าซามาร์คานด์  เมื่อมองจากถนนจะเห็นสุสานตั้งอยู่บนเนินเขาเต็มไปหมด ราวกับฮวงซุ้ยของจีน  นี่คือเขตที่ตั้งเดิมของซามาร์คานด์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล จนถึงยุคก่อนเจงกิสข่านบุกมาเผาทำลายจนราบ  ผู้คนต่างรู้สึกหวาดกลัวจนไม่กล้ากลับไปสร้างบ้านเมือง ณ แห่งที่เดิม  ทำให้ต้องย้ายลงมาสร้างเมืองใหม่ทางตอนใต้ที่เชิงเขาอย่างในปัจจุบัน
 
 
 
เมืองนี้หายสาบสูญไปกับกาลเวลา จนในปี ค.ศ. 1880 นักสำรวจชาวรัสเซียขุดค้นลงไปหลายเมตรจนพบเขตเมืองเก่า ประกอบด้วยย่านชุมชน ที่อยู่อาศัย ตลาด มัสยิด ซากพระราชวังตั้งแต่ศตวรรษที่ 7-8  สิ่งของต่าง ๆ ที่พบได้ถูกนำมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์อะโฟรเซียบ (Afrosiab Museum)  ที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมอย่างยิ่ง
 
 
 
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในพิพิธภัณฑ์คือภาพจิตรกรรมฝา ผนังกว่าพันปีในพระราชวังที่ขุดพบ  แล้วใช้เทคโนโลยีเคลื่อนย้ายขึ้นมาทั้งชุด มีความสูงถึง 2 เมตร เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ที่ยังมีความสมบูรณ์ค่อนข้างมาก  บรรยายเรื่องราวตั้งแต่ยุคก่อนอิสลาม
 
 
 
มีภาพขบวนเจ้าหญิงบนหลังช้าง
 
 
 
พร้อมคณะขี่ม้าขี่อูฐตามเสด็จ
 
 
 
รูปคนมีทั้งหน้าแบบฝรั่ง แขก จีน แสดงถึงอารยธรรมที่เคลื่อนผ่านดินแดนแถบนี้ในฐานะเมืองการค้าใหญ่ หน้าคนถูกทำลายไปในยุคที่อิสลามเข้ามาปกครอง เพราะในศาสนาอิสลาม ห้ามจำลองรูปคน สัตว์หรือสิ่งมีชีวิต
 
 
 
รูปเจ้าหญิงจากจีนเสด็จมาทางเรือ
 
 
 
สถานที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมอีกแห่งในซามาร์คานด์คือ ซากหอดูดาวของอูลุกเบก (Ulugbek Observatory) ที่มีขนาดใหญ่ สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 15  เสียดายที่เวลาไม่พอ ไกด์จึงตัดรายการนี้ออกไปอย่างน่าเสียดาย  ไม่เป็นไรครับ เอาไว้มีโอกาสจะกลับไปเยี่ยมชมอีกอย่างแน่นอน

ร้านอาหารใกล้ ๆ จัตุรัสเรจิสถาน ทำลวดลายเหมือนมาดราซาเชอดอร์
 
 
 
ต่อไปจะรีวิวโรงแรมที่พัก ผมพักที่โรงแรม Malika อยู่ใกล้ ๆ กับสุสานกูริเอมีร์ เดินไม่ถึง 5 นาที สะดวกมาก ๆ
 
 
 
ห้องพักเป็นแบบสากล ไม่คลาสสิก โรแมนติก เหมือนโรงแรมในบูคารา
 
 
 
ห้องน้ำทันสมัย ไม่ต้องกลัวสกปรก
 
 
 
อาหารเช้ารวมอยู่ในค่าโรงแรม อาหารก็ค่อนข้างเป็นสไตล์ตะวันตก อาจจะมีออกแขก ๆ นิดหน่อย แต่โดยรวมทานได้ครับ
 
 
 
เอนทรีนี้ขอจบการท่องเที่ยวในอุซเบกิสถานพียงเท่านี้ คราวหน้าจะพาไปประเทศอื่นต่อครับ สวัสดีครับ
 

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณสำหรับข้อมูลมากๆเลยค่ะ กำลังจะไปเที่ยวที่นี่เดือนหน้านี้ เลยลองเสิร์ทหาข้อมูลภาษาไทยดู เจอของคุณcherokee เข้าให้อย่างจัง ดีใจมากมายค่ะ ขอเป็นแฟนติดตามการท่องเที่ยวนะคะ เพราะโดยส่วนตัวชอบเที่ยวเหมือนกันค่ะ

#7 By แอน (82.139.107.9) on 2012-04-15 01:42

คาซัคสถานขอเป็นหลังปีใหม่นะครับ

#6 By Cherokee on 2010-12-01 23:53

อยากให้พาชมคาซัคสถานนะคะ

#5 By นางฟ้า (119.46.166.65) on 2010-12-01 18:28

ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีคนครับ เพราะเป็นหน้าร้อนของเค้า เลยเป็นช่วง Low season เค้าบอกว่าถ้ามาหน้า high season ถ่ายรูปจะติดหัวคนเต็มไปหมด คนน้อยเลยถ่ายหลบคนได้สบาย

#4 By Cherokee on 2010-11-18 12:41


ถ้าได้ไป คงใช้เวลาถ่ายลายกระเบื้องนาน แน่เลยค่ะ
ลายสวย ๆ ทั้งนั้นเลย

ดูเงียบ ๆ นี่ เพราะถ่ายเลี่ยงคน หรือ คนน้อยจริง ๆ คะ

confused smile

#3 By friday on 2010-11-17 00:18

ขอบคุณมากนะครับที่ติดตามจนจบ คราวหน้าเป็นประเทศไหน ขออุบไว้ก่อนครับbig smile

#2 By Cherokee on 2010-11-15 00:00

ในที่สุดก็จบจนได้ ตามอ่านมาตั้งแต่ตอนแรกเลย

ต่อไปจะพาไปชมประเทศไหนกันนะ

#1 By φυβλας on 2010-11-14 18:23