สวัสดีครับ วันนี้มาพาไปเที่ยวอุซเบกิสถานกันต่อ  เมืองในประเทศอุซเบกิสถานเกี่ยวข้องกับเส้นทางสายแพรไหมอย่างแยกไม่ออก  จึงอยากจะเล่าประวัติคร่าว ๆ เกี่ยวกับเส้นทางสายไหมนี้เสียก่อน 
 
เส้นทางโบราณสายนี้เริ่มต้นจากนครหลวงของจีนสมัยก่อนคือนครฉางอาน หรือชื่อปัจจุบันว่าซีอาน  ตำนานเล่าว่าเส้นทางสายนี้ถูกค้นพบโดยขุนนางชาวจีนที่ถูกส่งมาเจรจาสงบศึกกับพวกชนเผ่าต่างที่อยู่ริมชายแดน  แต่ถูกจับไปคุมขังเป็นเวลานาน เมื่อออกจากคุกจึงได้กลับไปรายงานต่อราชสำนักว่าแถบนี้มีม้าฝีเท้าดี เหงื่อสีแดงปานเลือด  ฮ่องเต้จีนจึงส่งคนมาบุกเบิกเส้นทางสายนี้ที่ทอดยาวข้ามทะเลทรายโกบี สู่แคว้นซินเจียง มาถึงเอเชียกลาง ก่อนตัดเฉียงลงใต้เข้าประเทศปากีสถาน อินเดีย อิหร่าน ผ่านไปถึงประเทศอาหรับและทวีปยุโรปในที่สุด  เส้นทางสายแพรไหมมีความยาวมาก ทอดผ่านหลายประเทศ จึงไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งที่ควบคุมเส้นทางการค้าสายนี้ แต่ทุกประเทศที่เส้นทางสายนี้พาดผ่านต่างก็พยายามรับประกันความปลอดภัยของ ขบวนคาราวานโดยไม่คำนึงถึงว่าคาราวานนั้นมาจากชาติใด ภาษาใด นับถือศาสนาอะไร
 
อารยธรรมต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมเกิดการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนกัน  ประเทศจีนได้รับวิธีการปลูกฝ้ายจากเอเชียกลาง ขณะที่เอเชียกลางรับวิธีการผลิตกระดาษจากจีน แล้วส่งต่อไปยังตะวันตก  ทำให้เกิดวิธีใหม่ในการบันทึกประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นอย่างเป็นระบบสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
 
หากเดินทางจากปลายด้านหนึ่งไปจนสุดปลายอีกด้านหนึ่ง ใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีเต็ม แต่มูลค่าของสินค้าจะเพิ่มขึ้นร้อยเท่า  ก็ต้องเลือกว่าจะลงทุนจากบ้านเป็นเวลานาน ๆ หรือว่าจะนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนกลางทาง แล้วมีคนรับช่วงนำไปขายต่อ เมืองสำคัญในเอเชียกลางจึงเป็นแหล่งค้าขายแลกเปลี่ยนสำคัญบนเส้นทางสายนี้  ต่อมาหลังจากการค้นพบแหลมกูดโฮป  เส้นทางการค้าก็เริ่มเปลี่ยนไปใช้ทางน้ำเพราะประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า  เรือหนึ่งลำสามารถบรรทุกสินค้าได้เท่ากับอูฐหลายสิบตัว  ทำให้เส้นทางสายแพรไหมบกค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลง จนเหลือเพียงการค้าในช่วงสั้น ๆ โดยเฉพาะระหว่างจีนกับเอเชียกลาง
 
 
 
จากคราวก่อน เมื่อเดินข้ามถนนมาอีกฝั่ง จะเห็นป้อมปราการขนาดมหึมาที่มีกำแพงสูงชันสูงเท่ากับตึกหลายชั้น  ที่นี่คือป้อมปราการขนาดใหญ่เรียกว่า “อาร์ค” (The Ark) ในอดีตเป็นศูนย์กลางการปกครองของบูคารามานานกว่าสองพันปีมาแล้ว เก่าแก่พอ ๆ กับเมืองบูคารา 
 
 
 
ที่นี่มักถูกทำลายโดยผู้รุกรานและสร้างใหม่เรื่อย ๆ ภายในจึงมีการสร้างซ้อนทับกันจนเป็นภูเขาขนาดย่อม ๆ สูงถึง 18 เมตร มีกำแพงขนาดใหญ่ล้อมรอบยาว 789 เมตร
 
 
 
ประตูทางเข้าขนาดมหึมาหันหน้าไปทางทิศตะวันตก  ทางขึ้นทำเป็นทางลาด สองข้างเป็นเสาขนาดใหญ่ ด้านบนเป็นอาคารเล็ก ๆ มีระเบียงเปิดสู่ลานด้านหน้า ซึ่งในอดีตเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ เรียกว่าจัตุรัสเรกิสถาน (Registan Square)  เป็นที่ชุมนุมของผู้คนเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ คล้ายกับสนามหลวงบ้านเรา  เป็นทั้งตลาด จนถึงเป็นลานประหารชีวิตนักโทษ  เดิมทีจัตุรัสแห่งนี้มีอาคารอยู่รายรอบ เช่น อาคารสำนักงาน วัง มัสยิด ตลาด  และแม้แต่โรงพยาบาล ในปัจจุบันมีขนาดเล็กลงมากและลดความสำคัญลง จนแทบจะไม่เหลือความสำคัญเช่นในอดีต  ผิดกับจัตุรัสเรกิสถานในเมืองซาร์มาคานด์ ที่ยิ่งใหญ่อลังการ โด่งดังไปทั่วโลก ดึงดูดให้ผู้คนให้หลั่งไหลมาเยี่ยมชม
 
 
 
ภายในมีพระราชวังของเจ้าผู้ครองนคร อาคารที่ทำการรัฐบาล มัสยิด คุก ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพผุพังจากสงครามในปี ค.ศ. 1920  แต่ก็ยังพอมีอะไรให้ดูบ้าง เช่นมัสยิด โรงเลี้ยงม้า ท้องพระโรง คุก

ช่วงหลังเจ้าผู้ครองนครไม่ค่อยประทับอยู่ที่ป้อมแห่งนี้แล้ว แต่ย้ายไปอยู่พระราชวังฤดูร้อนแทน ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้ไปชมกัน จึงปล่อยให้ป้อมแห่งนี้ชำรุดทรุดโทรมลงไปมาก
 
 
 
สิงห์หงอย  ผมชอบถ่ายภาพสิงโตหินจากที่ต่าง ๆ สิงโตเป็นสัตว์ที่น่าเกรงขาม แทบจะทุกวัฒนธรรมจึงนำรูปปั้นสิงโตไปประดับเพื่อแสดงถึงอำนาจ นี่เป็นสิงโตแบบอิสลาม ซึ่งก็ดูไม่ค่อยต่างจากแบบตะวันตกเท่าไหร่
 
 
 
มัสยิดโบโลเฮาส์ (Bolo-Hauz Mosque) สร้างในปีค.ศ. 1718 เป็นอาคารเดียวในจัตุรัสเรจิสถานที่ยังอยู่มาจนทุกวันนี้  มัสยิดแห่งนี้คือมัสยิดสำหรับเจ้าเมืองผู้ปกครองที่จะมาทำพิธีละหมาดแทนที่จะทำในวังซึ่งก็มีมัสยิดอยู่ เพราะต้องการใกล้ชิดชาวบ้าน
 
 
 
คำว่าโบโลเฮาส์แปลว่าที่อยู่ใกล้น้ำ เนื่องจากด้านหน้าเป็นสระน้ำ  จุดเด่นของมัสยิดหลังนี้คือสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง บางคนเรียกมัสยิดแห่งนี้ว่ามัสยิดเสา 40 ต้น เป็นเสาจริง 20 ต้น และเงาสะท้อนเสาในน้ำอีกจำนวนเท่ากัน (พอดีแดดมันร้อนเลยไม่ได้ออกไปถ่ายรูปที่สระย้อนกลับมา)
 
 
 
บนเพดานประกับด้วยรูปร่างทางเรขาคณิตอย่างวิจิตรงดงาม
 
 
 
เดินข้ามถนนแล้วเดินต่อมาอีกซัก 500 เมตร จะพบอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียกลาง คือสุสานของอิสมาอิล ซามานี (Ismail Samani Mausoleum) สร้างในปลายศตวรรษที่ 9 ในราวปี ค.ศ. 892-943  เป็นอาคารที่มีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมและมีความสมบูรณ์ตามแบบเดิมมากว่า พันปี  สร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานของท่านอิสมาอิล ซามานี ผู้สถาปนาราชวงศ์ซามานิด (Samanid dynasty) ซึ่งเป็นราชวงศ์เปอร์เซียสุดท้ายที่ปกครองเอเชียกลาง ภายในสุสานนอกจากจะบรรจุร่างของท่านอิสมาอิล ซามานีแล้วยังฝังบิดาและหลานของท่านในราชวงศ์ซามานิด จึงถือว่าเป็นสุสานประจำตระกูลก็ว่าได้
 
 
 
ประเทศทาจิกิสถานซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกับอุซเบกิสถาน ยกย่องอิสมานิล ซามานีให้เป็นวีรบุรุษของชาติ มีรูปของท่านอยู่บนธนบัตรของทาจิกิสถานทุกฉบับ มีอนุสาวรีย์ของท่านกลางเมืองหลวงด้วย

สังเกตรูปสุสานแห่งนี้บนธนบัตรด้วยนะครับ น่าแปลกที่ธนบัตรของชาติหนึ่ง จะมีรูปสถานที่ของอีกชาติหนึ่ง ประวัีติศาสตร์ของชาติแถบนี้เกี่ยวพันกันอย่างแกะไม่ออก เส้นพรมแดนเป็นเพียงสิ่งสมมติในยุคหลังเท่านั้น
 
 
 
ตัวอาคารเป็นรูปลูกบาศก์ ที่มีด้านทั้งสี่เหมือนกัน ด้านบนทำเป็นโดม  ลูกบาศก์เป็นสัญลักษณ์หมายถึงโลก ส่วนโดมหมายถึงสวรรค์  การทำโดมตั้งอยู่บนลูกบาศก์จึงหมายถึงจักรวาลที่ประกอบด้วยโลกและสวรรค์
 
 
 
เสาทั้งสี่มุมของอาคารหนาถึงสองเมตร  ด้านหน้าประดับอิฐนำมาเรียงเป็นลวดลายเหมือนลายจักสาน ซึ่งจะเปลี่ยนสีไปตามมุมของแสงแดดในแต่ละช่วงเวลาของวัน
 
 
 
ลวดลายเหมือนตระกร้าสานนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ โดยเฉพาะจากศาสนาโซโรแอสเตอร์ซึ่งบูชาไฟ เอาไว้มีเวลาจะค้นคว้าเพิ่มเติมถึงสัญลักษณ์เหล่านี้ครับ
 
 
 
ถ้ามองจากภายนอกจะเห็นเป็นโดมตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม  แต่ถ้าพิจารณาจากด้านในจะเห็นว่าจากฐานสี่เหลี่ยมจะตัดมุมเป็น 8 เหลี่ยม แล้วจึงเป็น 16 เหลี่ยม ก่อนจะรับกับฐานโดมรูปวงกลมด้านบน  แสดงถึงความกลมกลืนและความงามทางสุนทรียะโดยใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์
 
 
 
สุสานแห่งนี้ถูกกลบไว้ด้วยดินและทรายลึกหลายเมตรนาน หลายร้อยปี เพิ่งถูกขุดสำรวจพบในปี ค.ศ. 1934  โดยนักโบราณคดีชาวรัสเซีย  ทำให้สุสานแห่งนี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด และไม่ถูกเผาทำลายโดยกองทัพมองโกลของเจงกิสข่าน
 
 
 
สุสานชาสมาอายุบ (Chasma-Ayub mausoleum) อยู่ห่างจากสุสานของอิสมาอิล ซามานีเพียงเล็กน้อย  เป็นอาคารที่เก่าแก่อีกหลังของบูคารา  ชาสมาแปลว่าบ่อน้ำ อายุบเป็นชื่อบุคคลสำคัญในตำนานของศาสนายูดาย คริสต์ และอิสลาม  แต่เรียกด้วยชื่อที่แตกต่างกันออกไป  ศาสนาคริสต์เรียกว่าโยบ (Job)  ขณะที่ในศาสนาอิสลามคือท่านนบีอัยยูบ  ตำนานกล่าวว่าท่านมีชีวิตอยู่เมื่อหลายพันปีมาแล้ว  ท่านได้เดินทางมาถึงบริเวณนี้และพบกับชาวบ้านซึ่งใกล้ตายจากการขาดแคลนน้ำ  ท่านจึงเอาไม้เท้าแทงไปที่พื้น เกิดเป็นตาน้ำขึ้นมา  น้ำนี้กลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านนำมาดื่มกินหรืออาบใช้รักษาโรคได้

ไม่มีผู้ใดทราบว่าท่านมีหลักแหล่งอยู่ที่ใดในโลก  แต่ในพระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า

"There was a man in the land of Uz, whose name was Job; and that man was perfect and upright, and one that feared God, and turned away from evil"   (Job 1:1).

คำว่า Uz จึงถูกตีความว่าเป็นอุซเบกิสถาน 

จุด เด่นของอาคารนี้คือโดมยอดกรวยบนฐานทรงกระบอกซึ่งถือว่าเป็นของแปลกในบูคารา  ปัจจุบันภายในจัดเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับน้ำและแหล่งน้ำในพื้นที่แถบนี้
 
 
 
ฝั่งตรงข้ามชาสมาอายุบ เป็นอนุสรณ์สถานแด่ท่านอิหม่ามอิสมาอิล อัลบูคารี (Imam Ismail al-Bukhari Memorial)  เป็นอาคารที่สร้างใหม่  ท่านเป็นผู้ที่รวบรวมคำสั่งสอนที่เป็นวจนะของท่านศาสดามูฮำหมัดโดยตรงไว้ เป็นหมวดหมู่
 
 
 
ชอร์มินอร์ (Chor minor) เป็นอาคารที่แปลกตาที่สุดในบูคารา  ดูเหมือนเก้าอี้สี่ขาตีลังกากลับหัว  คำว่าชอร์แปลว่า 4 ส่วนมินอร์ก็คือมินาเรต  ชอร์มินอร์จึงแปลว่าสี่มินาเรต  สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1807 เคยเป็นส่วนหนึ่งของมาดราซาซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้ว เหลือเพียงอาคารนี้เท่านั้น  สร้างโดยเศรษฐีชาวเติร์กเมนิสถาน  ตำนานเล่าว่าเศรษฐีคนนี้มีลูกสาว 4 คนซึ่งยังไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว  จะไปเที่ยวป่าวประกาศว่าลูกสาวฉันยังโสดก็กระไรอยู่  จึงสร้างอาคารนี้ขึ้นให้มียอดสูง 4 ยอดดูแปลกตา เพื่อให้คนมาถามว่ามีความหมายอย่างไร เขาจะได้โฆษณาว่า “อีนี้ลูกสาวฉานยังไม่ได้แต่งงานเลยนะจ๊ะนายจ๋า สนใจคนหนายมาสู่ขอได้เลยจ้า”  จริงเท็จอย่างไรไม่ยืนยันนะครับ  แต่ที่เรียกว่ามินาเรตนั้น จริง ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นมินาเรตเพื่อประกาศให้คนมาละหมาด  ด้านบนไม่มีอันไหนเปิดออกสู่ภายนอกได้

 
 
ต้องยอมรับเลยครับว่าถึงตรงนี้ทั้งไกด์และลูกทัวร์ เหนื่อยอ่อนแทบหมดแรงเดินต่อ ปกติ day tour จะจบลงตรงนี้ ซึ่งก็ 5 โมงเย็นแล้ว  แต่ไกด์บอกว่ายังมีจุดสนใจนอกเมืองอีกสองที่ที่ควรไปดู แต่ต้องขับรถไปและไม่รวมอยู่ในทัวร์  แต่เค้าเห็นเราสนใจจริง ๆ เลยเสนอว่าจะพาไปแต่ขอคิดเพิ่มอีก 20 US dollars เราสองคนก็ตกลงเพราะโอกาสแบบนี้คงไม่ได้มาบ่อย  ถ้าใครมาทัวร์แบบสองวัน ทัวร์นี้จะรวมอยู่ในวันที่สอง แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาของเราจึงต้องยอมชะโงกนิดหน่อย

ที่แรกที่เราไปคือพระราชวังฤดูร้อนของเจ้าผู้ครองนคร ตำแหน่งเจ้าเมืองที่นี่เรียกว่าเอมิร์ (Emir) รัฐที่ถูกปกครองด้วยเอมีร์เรียกว่า Emirates เหมือนประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (United of Arab Emirates) เป็นการรวมตัวของหลายแคว้น ซึ่งแต่ละแคว้นมีเอมีร์ของตน
 
พระราชวังฤดูร้อน (Sitora-i-Mokhi-Khosa Palace) หรือแปลว่าพระราชวังเดือนกับดาว อยู่ห่างจากเขตเมืองเก่าไปทางเหนือประมาณ 4 กิโลเมตร สร้างขึ้นตอนปลายศตววรษที่ 19 เพื่อเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครสององค์สุดท้าย

สังเกตประตูทางเข้ามีการใช้สีแดง ซึ่งจะไม่พบในอาคารที่เกี่ยวข้องกับศาสนา
 
 
 
ในยุคนั้นมีความใกล้ชิดกับรัสเซียมากขึ้น มีการส่งช่างไปศึกษาเทคนิคการก่อสร้างถึงเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พระราชวังแห่งนี้จึงผสมผสานสถาปัตยกรรมทั้งแบบตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน
 
 
 
 
ภายในพระราชวังแบ่งเป็นสามชั้น ชั้นนอกเป็นสวน ชั้นกลางเป็นพระราชวังที่ประทับ ชั้นในเป็นฮาเร็มที่ห้ามผู้ชายเข้าเด็ดขาดนอกจากเจ้าเมือง  เดี๋ยวเราค่อยไปฮาเร็ม แต่ตอนนี้เข้าไปชมภายในพระราชวังกันก่อน  ถ้าใครเคยไปพระราชวังในยุโรปมาแล้ว ที่นี่คงเทียบไม่ได้ แต่มาให้เห็นครับ
 

                                            ห้องหินอ่อน (Marble Hall)
 
 
ถึงห้องจะดูเป็นตะวันตก แต่ลวดลายยังคงศิลปะแบบอิสลาม
 
 
 
ยังคงแนวคิดว่าประดับด้วยลวดลายต้นไม้ดอกไม้ตามแบบอิสลาม แต่ดูแล้วไม่ค่อยเป็นรูปแบบทางศาสนาเท่าไหร่ มีความอิสระมากขึ้น
 
 
 
ห้องนี้เรียกว่า Mirror Room เป็นห้องที่อากาศถ่ายเทดีที่สุด เจ้าเืมืองจึงชอบใช้เวลาที่ห้องนี้นานที่สุดเพื่อคลายร้อน  ตอนนี้เอาแจกันมาจัดแสดงกลางห้อง
 
 
 
ชั้นในสุดเป็นฮาเร็มครับ มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง ให้นางสนมกำนัลลงเล่นน้ำ นี่คือที่ประทับของเจ้าเมืองเพื่อชมสาว ๆ เล่นน้ำ  ด้านล่างปัจจุบันกลายเป็นร้านขายน้ำไปซะนี่
 
 
 
อีกด้านเป็นพระราชวังอีกหลังหนึ่ง ถึงตอนนี้พวกเราหมดแรงจริง ๆ ไม่อยากแม้แต่จะเดินไปถ่ายรูปตึกจากอีกฝั่งของสระน้ำย้อนกลับมา ก็คงลาจากพระราชวังแห่งนี้ด้วยรูปนี้ครับ
 
 
 
กระทู้บูคาราภาค ๒ คงต้องขอจบตรงนี้ก่อนครับ  คราวหน้าจะพาไปเมืองที่สวยสุดของอุซเบกิสถาน คือซามาร์คานด์ (Samarkand) ไปชมจัตุรัสเรจิสถาน (Registan Square) อันยิ่งใหญ่พร้อมทั้งอนุสรณ์สถานอื่น ๆ ที่สวยงามมาก

Comment

Comment:

Tweet

ผมอีเมล์ไปถามบริษัททัวร์ที่อุซเบกิสถานแล้ว เค้ายืนยันว่าเป็นเรกิสถานจริง ๆ ด้วย ขอบคุณครับที่ท้วงติงมา

#6 By Cherokee on 2010-10-26 13:00

ตอนนี้เท่าที่ค้นจากทางอินเทอร์เน็ตก็ดูเหมือนจะเป็นเรกิสถานครับ แต่ขอถามคนรัสเซียให้แน่ใจอีกนิด แล้วจะแก้ให้ถูกต้องครับ ขอบคุณมากครับที่ท้วงติงมา

#5 By Cherokee on 2010-10-23 23:03

ผมก็ไม่แน่ใจก็เลยลองไปดูในวิกิพีเดียก็ไม่มีเขียนบอกเสียงอ่าน
แต่ซิริลิกเขียนเป็น Регистан เลยคิดว่าน่าจะอ่านตามนั้น
ในภาษาญี่ปุ่นเองก็เขียน レギスタン
ถ้าดูตามที่เห็นนี้ยังไงก็น่าจะอ่านว่า เรกิสถาน

แต่ก็อาจจะไม่ใช่อะไรที่ยืนยันได้แน่ชัดก็ได้ วิกิพีเดียก็อาจจะผิดพลาดได้ และยิ่งเป็นข้อมูลของประเทศที่คนรู้จักน้อยด้วย

แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไกด์ท้องถิ่นพูดผิดได้หรือเปล่า ผมก็แทบไม่เคยเที่ยวต่างแดนเลยด้วยสิ
ยังไงถ้าไม่รู้แน่ชัดก็แล้วแต่เขียนแหละครับ ผมว่าการเขียนชื่อภาษาต่างประเทศให้ถูกหมดมันก็เป็นอะไรที่ยากมากอยู่แล้ว

#4 By φυβλας on 2010-10-23 22:17

ผมก็ิคิดว่าอ่านว่าเรกิสถาน แต่ไกด์ท้องถิ่นออกเสียว่าเรจิสถาน เลยสะกดตามที่ได้ยิน แต่ยังไงถ้าช่วยหาวิธีออกเสียงก็จะเป็นประโยชน์มาก ๆ ครับ

#3 By Cherokee on 2010-10-22 22:58

ตามมาอ่านต่อ ไม่เคยคิดเลยว่าประเทศที่ไม่นึกว่าจะมีอะไรเลยจะมีอะไรสวยๆเต็มไปหมดแบบนี้
ศิลปะเขาดีจริงๆเลย

ว่าแต่คำว่า Registan นี่เข้าใจว่าน่าจะอ่านว่า เรกิสถาน มากกว่านะ ในอักษรซิริลลิกก็ยังเขียนเป็น Регистан

#2 By φυβλας on 2010-10-22 09:57

ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเค้ามีของดีขนาดนี้big smile

#1 By TaNYa ~ PoNd on 2010-10-21 09:04