ท่องซานฟรานซิสโก

posted on 26 May 2010 15:24 by cherokee in Postcards, Travelling

วันนี้มาชมเมืองใหญ่ที่อบอุ่นอย่างเมืองซานฟรานซิสโก ทางชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก  เป็นเมืองที่มีการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างอดีต ปัจจุบัน จนถึงอนาคต มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติ เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทวีปเอเชียกับอเมริกา  มีบ้านเรือนเก่าแก่เป็นร้อยปี ตั้งประชันกับตึกระฟ้าที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ท้าทายแรงโน้มถ่วงของโลกยามเกิดแผ่นดินไหว  

 

การมาเที่ยวชมซานฟรานซิสโก จะทำให้เราได้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาในแง่ที่เป็นประเทศที่ผู้คนจากชาติต่าง ๆ อพยพเข้ามาแสวงหาโอกาสให้กับชีวิตซึ่งเป็นเช่นนี้มากว่าสองร้อยปี  และจะยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปถ้าดูจากธุรกิจคอมพิวเตอร์ใน Silicon Valley ที่อยู่ไม่ไกลจากซานฟรานซิสโก  เรายังคงได้เห็นบ้านเรือนกว่าร้อยปี ตั้งแต่ยุคที่ผู้คนจากฝั่งตะวันออกอพยพมาแสวงหาโชคจากการขุดทอง ในยุคสมัยที่เรียกกันว่ายุคตื่นทอง (Gold rush movement)

 

ซานฟรานซิสโกตั้งอยู่บนเนื้อที่แคบ ๆ ขนาด 11x11 ตารางกิโลเมตร บนปลายแหลมที่อยู่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับอ่าวซานฟรานซิสโก  เมืองที่ตั้งอยู่บริเวณรอบอ่าวแห่งนี้จะรู้จักกันในนามว่า Bay Area  มีอากาศอบอุ่นเย็นสบายตลอดทั้งปี ทำให้มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นถึง 7.4 ล้านคน ซานฟรานซิสโกตั้งอยู่บนรอยเลื่อนซานแอนเดรียส  (San Andreas Fault) ของเปลือกโลก จึงทำให้เกิดแแผ่นดินไหวบริเวณนี้บ่อย ๆ

 

ซานฟรานซิสโกตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ ขึ้นลงสลับกันไปมาถึง 43 ลูก เราจะเห็นบ้านเรือนตั้งเรียงรายบนถนนที่ลาดชัน  มุมล่างซ้ายในรูปจะเห็นเนินเขาใจกลางเมือง ชื่อว่าเทเลกราฟฮิลล์ (Telegraph Hill)  บนยอดมีหอคอยสูงเด่นเป็นสง่าชื่อว่าคอยต์ทาเวอร์ (Coit Tower)  ใครที่ชอบทานไอศครีมสเวนเซ่นคงคุ้นเคยกับไอศกรีมชื่อนี้ดี  จากเนินเขาแห่งนี้จะมองเห็นวิวที่งดงามของอ่าวซานฟรานซิสโกและสะพานโกลเดนเกต  อาคารพีระมิดที่เห็นมีชื่อว่าตึกทรานส์อเมริกา (Transamerica Pyramid) เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองตั้งแต่ก่อสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1972  ว่ากันว่าตึกนี้สามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้เป็นอย่างดี

 

สัญลักษณ์สำคัญเรียกว่าคู่บ้านคู่เมืองของซานฟรานซิสโกคือสะพานโกลเดนเกต (Golden Gate Bridge)  เป็นสะพานแขวนที่ทอดยาวข้ามปากอ่าวซานฟรานซิสโก  เมื่อก่อสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1937 สะพานโกลเดนเกตเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลกและมีเสาสะพานที่สูงที่สุดในโลก ณ ขณะเวลานั้น นอกจากความงดงามของตัวสะพานเองแล้ว การก่อสร้างก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน  การสร้างสะพานบริเวณนี้ทำได้ยากลำบากเพราะกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากและเย็นยะเยือก  นับเป็นความสำเร็จอีกอย่างของมนุษย์ในการเอาชนะธรรมชาติได้ 

 

สีของสะพานดูเหมือนเป็นสีแดง แต่จริง ๆ สะพานนี้ถูกทาด้วยสีส้มแดงที่เรียกว่า international orange  เนื่องจากสีนี้นอกจากดูสะดุดตาแล้วยังผสมกลมกลืนได้ดีกับทัศนียภาพรอบด้าน และยังเห็นได้ชัดยามที่หมอกลงจัด ซึ่งเป็นเรื่องปกติในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเกิดจากอากาศร้อนปะทะกับความเย็นของน้ำในมหาสมุทร  หมอกหนาบางครั้งบดบังตัวสะพานมิด เห็นแต่ยอดเสาหรือบางครั้งก็ไม่เห็นอะไรเลย

 

ทางอีกฝั่งภายในอ่าวซานฟรานซิสโกจะเห็นสะพานที่ชื่อว่า สะพานอ่าวซานฟรานซิสโก-โอคแลนด์ (San Francisco-Oakland Bay Bridge)  หรือเรียกสั้น ๆ ว่าเบย์บริดจ์ (Bay Bridge ) เป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองซานฟรานซิสโกกับเมืองโอคแลนด์ทางอีกฝั่งหนึ่งของอ่าว  เป็นสะพานแขวนหลายตอน มีสองชั้น ชั้นหนึ่งรถวิ่งเข้า อีกชั้นรถวิ่งออก  บางส่วนของสะพานนี้เคยพังลงมาเมื่อคราวเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี ค.ศ.1989

 

บ้านแบบวิคทอเรีย (Victorian houses)  ซึ่งเป็นบ้านเรือนแบบดั้งเดิมยังคงมีให้เห็นทั่วไป (มีชื่อเรียกว่าเพราะเป็นสถาปัตยกรรมที่นิยมกันในยุคสมัยสมเด็จพระนางเจ้าวิคทอเรียของอังกฤษ)  แต่จุดที่คุ้นตากันผ่านทางโปสการ์ดหรือสื่อต่าง ๆ อยู่บนถนน Steiner หน้าจัตุรัสอลาโม (Alamo Square) ที่มีบ้านแบบวิคตอเรียเก่าแก่หลายหลังเรียงรายตัดกับตึกสูงเสียดฟ้าสมัยใหม่ที่ตั้งเป็นฉากหลัง ให้ความรู้สึกขัดแย้งแบบลงตัว

 

อาคารโดมที่เห็นในรูปคือ Palace of Fine Arts  สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1915 เพื่อใช้จัดนิทรรศการ Panama-Pacific Exposition  สร้างขึ้นในสถาปัตยกรรมแบบกรีกโรมัน มีสระน้ำด้านหน้า มีหงส์หลายตัวลอยเล่นน้ำอย่างมีความสุข  เป็นจุดที่สวยงามที่สุดจุดหนึ่งในเมือง  มักมีคู่เจ้าบ่าวเจ้าสาวมาถ่ายรูปที่บริเวณแห่งนี้  นอกจากนี้ยังเป็นฉากสำคัญในภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง The Rock

 

ถนนเส้นที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองคือช่วงสั้น ๆ ของ Lombard Street  ทีมีความคดเคี้ยวเป็นโค้งซิกแซกหักมุมแคบ ๆ ไปมาถึง 8 ครั้ง  ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะเขาช่วงนั้นมีความชันมาก รถวิ่งทางตรงอาจเกิดอันตรายได้   จึงกลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของเมือง  ใครไปเที่ยวก็น่าจะไปลองขับรถผ่านถนนช่วงนี้ดู จะได้รู้ว่ามันเสียวววววว

 

สัญลักษณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของซานฟรานซิสโกคือรถเคเบิ้ล  เป็นของเก่าแก่ประจำเมืองที่ยังคงวิ่งอยู่ในปัจจุบัน   แต่กลายเป็นนักท่องเที่ยวมากกว่าชาวเมืองซานฟรานที่ขึ้นรถเคเบิ้ล  สมัยก่อนใช้ม้าลากรถราง แต่เนื่องจากถนนในซานฟรานซิสโกเป็นเนินเขาที่สูงชันหลายแห่ง การใช้ม้าอาจเกิดอันตรายได้  จึงมีผู้คิดค้นรถรางที่ใช้ไฟฟ้าและเปิดให้บริการครั้งแรกในปี ค.ศ.1873  เป็นระยะทางรวมถึง 180 กิโลเมตร  ปัจจุบันเหลือวิ่งเพียง 3 สาย รวมระยะทาง 11 กิโลเมตร

 

เมื่อสุดทาง  เขาจะใช้แรงคนหมุนรถกลับ 180 องศาบนแป้นหมุน เพื่อเริ่มต้นวิ่งกลับไปในทิศตรงกันข้าม 

 

ย่านไชนาทาวน์ที่ซานฟรานซิสโกเป็นชุมชนของคนจีนที่เก่าแก่ที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ เรายังคงเห็นวิถีชีวิตของชาวจีนที่อพยพมาตั้งรกรากหลายชั่วอายุคน  เด็ก ๆ ลูกหลานชาวจีนแถบนี้ยังคงพูดภาษาจีนเป็นภาษาแรกในบ้าน  ที่นี่ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของซานฟรานซิสโก มีร้านอาหารถึง 300 กว่าร้าน มีร้านช้อปปิ้งขายของที่ระลึกราคาถูก 

 

เกาะอัลคาทราส (Alcatraz Island) อยู่ห่างจากชายฝั่งซานฟรานซิสโกออกไปในทะเลเพียงแค่ 2.4 กิโลเมตร   ในช่วงปี ค.ศ.1933-1963  สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นคุกที่ขึ้นชื่อลือชาและน่ากลัวที่สุดในบรรดาเรือนจำทั้งหมดในประเทศสหรัฐอเมริกา แทบจะไม่เคยมีใครแหกคุกได้สำเร็จอย่างมีชีวิตรอดได้เลย  ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างจากชายฝั่งเพียงแค่ 2 กิโลเมตรกว่า ๆ เท่านั้น ซึ่งนักว่ายน้ำระยะทางไกลสามารถว่ายได้สบาย ๆ  แต่กระแสน้ำช่วงนั้นทั้งเย็นยะเยือกและเชี่ยวกราก จึงทำให้แทบจะไม่มีผู้ใดว่ายน้ำหลบหนีขึ้นฝั่งอย่างมีชีวิตรอดซักคนเดียว  ยิ่งกว่านั้นคุกที่นี่เป็นแห่งเดียวที่มีบริการให้นักโทษอาบน้ำอุ่นเพื่อไม่ให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับน้ำเย็นได้ (กันการหลบหนี)

ที่นี่เป็นที่จองจำนักโทษที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น เจ้าพ่อมาฟียชื่อ อัล คาโปน (Al Capone) ที่โลดแล่นในภาพยนตร์เรื่อง The Untouchable  มีภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่องที่พูดถึงคุกอัลคาทราส เช่นเรื่อง The Rock ที่นำแสดงโดยปู่ฌอน คอนเนอรี่ และนิโคลัส เคจ 

 

เช้ามืดวันที่ 18 เมษายน ค.ศ.1906 (พ.ศ. 2449) ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้เกิดเพลิงไหม้ไปทั่วทั้งเมืองเป็นเวลาสามวัน เผาผลาญทุกอย่างจนวอดวาย ผู้คนไร้ที่อยู่อาศัย  แต่ชาวเมืองก็ร่วมใจกันสร้างบ้านเรือนกลับขึ้นมาใหม่ที่สวยงามแข็งแรงกว่าเดิม จนมีความงดงามดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนอย่างสม่ำเสมอ  


Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณมากนะคะ เป็นข้อมูลที่อ่านเข้าใจง่าย ไปเที่ยวเมื่อ สิงหาคม ปีที่แล้ว ถ้าอ่านเจอก่อนคงได้เก็บภาพได้มากกว่านี้ พลาดไปหลายที่เหมือนกัน เกาะอัลคาทราซ เต็ม ถนนดอกไม้หาไม่เจอ ไม่มีเวลาพอ ได้แต่ขี่จักรยานขึ้นโกลเด้นท์เกท พักย่านไชชน่าทาวน์ แต่ไม่มีเวลาพอที่จะเดินเที่ยวแถวนั้น ขึ้นรถราง ๑ รอบ รอคิวนาน และเบื่อมากกว่าสนุก เสียดาย แต่พออ่านของุณก็ดีใจเหมือนได้ไปเที่ยวแล้ว

#10 By หวาน (125.27.106.138) on 2011-11-08 19:12

อยากไปถนนซิกแซกตั้งแต่เด็กแล้วครับ เห็นภาพตามหนังสือแล้วชอบมาก

ชอบแป้นหมุนรถรางมาก คนคิดนี่สุดยอดจริงๆ


ปล. ตอนนี้ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะครับ ได้เจอเพื่อน ได้คุยสนุกสนาน ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมากๆ .. ขอบคุณนะครับ confused smile

#9 By Googigg on 2010-05-31 00:35

โปสการ์ดใบแรก...น่ารักที่สุดเลย :-)
เข้ามาอ่านแล้วคิดถึงซานฟรานจัง อยากไปเที่ยวอีก ที่ชอบที่สุดคือ palace of fine arts และบ้านสไตล์วิกตอเรีย..แสนจะโรแมนติก อิอิ

#8 By แม่นีโอ (124.120.58.170) on 2010-05-30 22:20

โปสการด์ของ ซานฟรานนี่่ เป็นเอกลักษณ์ดีจัง big smile

#7 By PunPrai on 2010-05-29 22:27


เพื่อนที่อยู่อเมริกา บอกว่า ซานฟรานฯ น่าอยู่มาก
คนก็เฟรนด์ลี่
ชอบที่เค้ายังรักษา รถรางเอาไว้ เป็นเอกลักษณ์ค่ะ

big smile

#6 By friday on 2010-05-28 17:24

เมืองนี้น่าไปมาก ๆ สวยงามและดูคลาสสิก

#5 By .. * Ar๋tist ♥ on 2010-05-28 16:28

เป็นรัฐที่คลาสสิคยิ่งนัก โดยเฉพาะสะพานโกลเด้นเกต

มีเรือรบไทยลำหนึ่งต่อที่นี่ด้วย และก็แล่นลอดสะพานนี้มาแล้ว

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#4 By เจ้าชายน้อย on 2010-05-27 14:53

น่าไปจัง

#2 By katak on 2010-05-27 10:55

เป็นเมืองที่ดูดีน่าอยู่จริงๆนั่นล่ะ สวยมาก
ขอบคุณที่เอามาเล่าให้ชมกันเช่นเคยครับ

#1 By φυβλας on 2010-05-27 04:16