คราวที่แล้วแนะนำวัดราชโอรส ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๓ โดยเฉพาะส่วนพระอุโบสถ รอบ ๆ พระอุโบสถยังมีพระวิหารพระนอน พระวิหารพระนั่ง และพระวิหารพระยืน เราไปชมส่วนที่เหลือของวัดกันดีกว่าครับ  สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนแรกอาจจะกลับไปอ่านก่อนได้ครับที่นี่

วัดราชโอรส วัดประจำรัชกาลที่ ๓ (ตอนที่ ๑)


พระวิหารพระนอนหรือพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ อยู่ในเขตกำแพงแก้วเช่นเดียวกับพระอุโบสถ แต่พระวิหารมีกำแพงแก้วล้อมรอบโดยเฉพาะอีกชั้นหนึ่ง

ตัวพระวิหารเป็นสถาปัตยกรรมแบบพระราชนิยมเช่นเดียวกัน ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ผิดกับอาคารแบบประเพณีนิยม  สาเหตุที่รัชกาลที่ ๓ และขุนนางสมัยนั้นนิยมสร้างวัดนอกอย่าง ได้เคยกล่าวไว้แล้วในตอนก่อน แต่ขอมาเล่าใหม่อีกครั้ง รัชกาลที่ ๓ ทรงนิยมค้าขายกับชาวจีน จึงรับศิลปะแบบจีนเข้ามาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของไทยให้กลมกลืน นอกจากนั้นพระองค์ท่านยังคำนึงถึงความแข็งแรงคงทน ทั้งนี้พระองค์ท่านครองราชย์หลังจากสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เพียง ๔๔ ปี แต่ต้องทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นก่อนหน้านี้โดยตลอด เพราะวัดไทยตามแบบประเพณีนิยมสร้างด้วยเครื่องไม้ ทำให้ผุพังเร็ว อีกทั้งการซ่อมแซมวัดวาอารามต่าง ๆ จำนวนมากในคราวเดียวย่อมต้องใช้ช่างฝีมือจำนวนมากซึ่งบางครั้งไม่เพียงพอ  พระองค์ท่านมีสายพระเนตรยาวไกล จึงสร้างวัดตามแบบพระราชนิยมโดยการก่ออิฐถือปูน ตัดเครื่องตกแต่งที่แตกหักผุพังง่ายออกไป ใช้การประดับด้วยเครื่องกระเบื้องเคลือบดินเผา ซึ่งมีสีสันสดใสและทนทานกว่า

 

หน้าบันของพระวิหารพระนอนเป็นปูนปั้นเคลือบสี พื้นสีเหลืองดอกเบญจมาศ ลวดลายเป็นสัตว์มงคลตามธรรมเนียมจีน เช่น หงส์ มังกร กิเลน สิงโต ตรงกลางเป็นรูปไก่อยู่ในวงกลม ซึ่งเป็นสัตว์ประจำปีพระราชสมภพของรัชกาลที่ ๓ คือปีระกา

 

รอบพระวิหารประดับไปด้วยเจดีย์ย่่อไม้มุมสิบสองสีขาว คติการสร้างเจดีย์บริวารรอบอาคารประธานก็เป็นความนิยมอีกอย่างหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๓ ดังจะเห็นได้จากวัดต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นหรือบูรณะปฏิสังขรณ์ในสมัยนั้น เช่นที่วัดโพธิ์ วัดสุทัศน์

 

เดินดูรอบ ๆ เรียบร้อยแล้ว ได้เวลาเข้าไปกราบพระภายในพระวิหารเสียที  พระพุทธไสยาสน์ภายในพระวิหารวัดราชโอรสมีพระนามว่า “พระพุทธไสยาสน์นารถชนินทร์ ชินสากยบรมสมเด็จ สรรเพชญพุทธบพิตร” มีความยาวจากปลายพระบาทถึงเปลวพระรัศมีได้ ๒๐ เมตร สูง ๖ เมตร

 

พระพุทธไสยาสน์ที่สถาปนาขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓  ปรากฏตามหลักฐานที่สำคัญ ๒ พระองค์คือที่วัดพระเชตุพนหรือวัดโพธิ์ กับที่วัดราชโอรส ทั้งสองพระองค์มีลักษณะเหมือนกัน คือพระวรกายเรียวบาง พระพักตร์ค่อนข้างกลมกึ่งรูปไข่ ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลว

 

วิหารพระนอนถือเป็นองค์ประธานของวัดตามคติความเชื่อเรื่องศูนย์กลางแห่งจักรวาล 

 

บานหน้าต่างแต่ละบานภายในพระวิหารพระนอน ด้านในเป็นจิตรกรรมรูปหงส์

 

ด้านนอกประดับลายรูปเซี่ยวกาง (หรือทวารบาลของจีน) ทรงเครื่องแบบไทย ยืนอยู่บนประแจจีน

 

รอบพระระเบียงวิหารคด มีแผ่นหินอ่อนจารึกตำรายาและหมอนวดเช่นเดียวกับที่วัดโพธิ์

 

ทางเข้าเล็ก ๆ เป็นรูปวงกลมอยู่ด้านหลังพระอุโบสถนำไปสู่พระวิหารพระนอน ตามปกติไม่ได้ประตูนี้ปิดตลอดเวลานอกจากโอกาสพิเศษเท่านั้น เช่นงานประจำปี หรือจะขออนุญาตนิมนต์ให้พระเณรที่ดูแลวัดไขกุญแจเปิดให้ชมก็ได้

 

ย้อนกลับออกมา ทางขวาของพระอุโบสถคือศาลาการเปรียญของวัด หรือเรียกว่าพระวิหารพระนั่ง เป็นอาคารที่มีลักษณะผสมแบบไทยจีน ด้านหน้ามีถะ (เจดีย์แบบจีน) เล็ก ๆ ไว้บรรจุอัฐิของอดีตเจ้าอาวาสวัดราชโอรส

 

ภายในศาลาการเปรียญ มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปถือตาลปัตร ปางประทานพระธรรมเทศนา พระพุทธรูปปางนี้ผมไม่เคยที่วัดไหนมาก่อน นับว่าเป็นปางที่หาชมได้ยากครับ

วิหารพระนั่งเป็นจุดที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้ทำบุญ ไหว้พระ ขอพร ทำสังฆทาน 

 

ภายในศาลาการเปรียญยังเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง 

 

ทางด้านซ้ายของพระอุโบสถเป็นพระวิหารพระยืน เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนทั้งหลัง สันนิษฐานว่าบริเวณพระวิหารหลังนี้คงเคยเป็นพระอุโบสถหลังเก่าของวัดจอมทอง ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓) จะทรงมาบูรณะทั้งวัดและปรับปรุงพระอุโบสถให้เป็นพระวิหารพระยืนด้วยศิลปะแบบจีน  พระวิหารพระยืนปกติก็ปิดเช่นเดียวกัน 

 

ภายในพระวิหารพระยืนมี ๒ ห้อง ห้องแรกอยู่ตอนหน้า เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทร (ปางห้ามญาติ) เป็นพระพุทธรูปหล่อโลหะขนาดใหญ่ ศิลปะแบบอู่ทอง

 

ห้องที่สองอยู่ตอนหลัง เป็นที่ประดิษฐานหมู่พระพุทธรูปหลายปางหลายขนาด มีพระประธานองค์ใหญ่เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะแบบอยุธยา 

 

หอระฆังสีขาว สร้างเป็นหอหกเหลี่ยม มีภาพวาดเรื่องราวของไซอิ๋วอยู่โดยรอบ

 

เมื่อทำบุญเสร็จแล้ว อย่าลืมให้อาหารสัตว์ด้วยนะครับ หน้าวัดเป็นคลอง มีปลาอาศัยอยู่จำนวนมาก สามารถซื้ออาหารเลี้ยงปลาในราคาถุงละ 10 บาท

 

ศาลาท่าน้ำหน้าวัดสร้างเป็นเก๋งจีน  ในสมัยก่อนวัดส่วนใหญ่จะสร้างติดแม่น้ำลำคลอง เพราะคนไทยใช้เส้นทางคมนาคมทางน้ำเป็นเส้นทางสัญจร  ต่อมาเมื่อมีการตัดถนน จากเดิมหน้าวัดที่อยู่ติดลำคลองก็กลายมาเป็นหลังวัด ขณะที่หลังวัดเมื่อถนนตัดผ่านก็กลายเป็นหน้าวัดแทน

 

เนื่องจากวัดราชโอรสไม่อยู่ติดถนนใหญ่ ต้องเข้าไปในซอยประมาณ 500 เมตร ทำให้วัดราชโอรสไม่เป็นที่รู้จักของผู้สัญจรผ่านไปมาทางถนน ถือเป็นความลับสำหรับผู้ที่ต้องการมาทำบุญปฏิับัติธรรมในวัดที่สงบเงียบ แต่งดงามและทรงคุณค่าไปด้วยศิลปะและประวัติศาสตร์ของชาติ

เอกสารอ้างอิง

1. เว็ปไซต์ ลานธรรมจักร 

2.ศักดิ์ชัย สายสิงห์, งานช่าง สมัยพระนั่งเกล้า ฯ, สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งแรก มกราคม ๒๕๕๓, ๓๑๙ หน้า

Comment

Comment:

Tweet

ความรู้กับภาพสวย.. big smile

#4 By PunPrai on 2010-04-27 10:51

สวยมาก ๆ วันหยุดนี้เห็นทีต้องไปบ้างซะแล้ว

#3 By .. * Ar๋tist ♥ on 2010-04-27 03:25

น่าไปมากเลยค่ะ..
เอาไว้ต้องหาเวลาไปให้ได้..

#2 By แอ้ on 2010-04-25 23:03

วัดไทยนี้ก็สวยไม่แพ้ที่ไหนในโลกเชียวนะคะ
ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ไม่ค่อยรู้จักวัดนี้สักเท่าใด
ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่แน่นปึ๊กสไตล์คุณ Cherokee ค่ะ :-)

#1 By แม่นีโอ (124.122.108.5) on 2010-04-25 22:51