อุทยานแห่งชาติอาร์ช (Arches National Park)  เป็นอุทยานเล็ก ๆ มีเนื้อที่ไม่มาก  อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐยูทาห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา   ที่นี่เป็นบันทึกหน้าสำคัญทางธรณีวิทยา  เป็นที่ชุมนุมของซุ้มหินโค้งหรือทับศัพท์จากภาษาอังกฤษว่าอาร์ช (arch) ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติถึงกว่า 2000 พันแห่ง  มีขนาดน้อยใหญ่  รูปร่างต่าง ๆ กัน   ซุ้มหินโค้งเกิดขึ้นได้อย่างไรจึงสามารถยืนหยัดท้าทายกฎของแรงโน้มถ่วงเป็นเวลานับเป็นล้าน ๆ ปี   วันนี้เราจะมาติดตามเรื่องราวไปด้วยกัน

 

ที่บริเวณนี้ เมื่อนานมาแล้วเคยอยู่ใต้ท้องทะเล  จึงมีชั้นเกลือสะสมอยู่ด้านล่างเรียกว่า salt bed  จากนั้นจึงมีการทับถมของชั้นหินทรายซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า   เมื่อกาลเวลาผ่านไป ชั้นหินส่วนนี้กลายเป็นส่วนของเปลือกโลก ซึ่งผุกร่อนไปตามเวลา จากน้ำ ลม และหิมะ   ชั้นเกลือด้านล่างทรุดตัวลงและถูกชะล้างไปเร็วกว่าชั้นหินด้านบน   เมื่อกัดเซาะไปเรื่อย ๆ จึงเกิดเป็นช่อง เป็นรู

 

การชมสะพานโค้งในอุทยานแห่งชาติอาร์ช  จะมีสามส่วนหลัก ๆ   ส่วนแรกเรียกว่า  Devils garden ประกอบด้วยอาร์ชสำคัญ ๆ ตามเส้นทางเดินเท้ามากมายหลายแห่ง  และมีมุมสวย ๆ ให้ถ่ายรูปเป็นระยะ ๆ

Wall Arch  มีความยาว 68 ฟุต  สภาพวัฏจักรของน้ำที่ไหลซึมไปตามร่องหินและแข็งตัวในเวลากลางคืน และละลายเวลากลางวัน ทำให้ชั้นหินแยกจากกันและค่อย ๆ ร่วงลงมาในที่สุด  

ข่าวล่าสุด Wall Arch ได้ร่วงทลายลงมาแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2008  กลางปีนี้เอง

 

Landscape Arch  เป็นสะพานโค้งธรรมชาติที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งในโลก  ยาวถึง 306 ฟุต  แรงโน้มถ่วงเป็นปัจจัยที่ทำให้มันบางลง ๆ ไปเรื่อย  และซักวันหนึ่งก็คงไม่พ้นกฎแห่งธรรมชาติ

 

Landscape Arch ยามหิมะโปรยปราย

 

Double O Arch  หรืออาร์ชตัวอักษรโอคู่  เป็นรูปวงกลมสองวง  วงเล็กอยู่ด้านล่าง  วงใหญ่อยู่ด้านบนมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 160 ฟุต   นักท่องเที่ยวสามารถเดินลอดวงเล็กเพื่อมาชมวิวอันงดงามของอาร์ชแห่งนี้ได้    

Double O Arch เป็นจุดหมายปลายทางของเส้นทาง Devils Garden

 

ส่วนที่สองในอุทยานที่มีอาร์ชเยอะ ๆ  เรียกว่า Windows section   สะพานโค้งสองอันที่เชื่อมกันจนเหมือนลูกตา เรียกว่าหน้าต่างเหนือและหน้าต่างใต้  (North and South Windows)

 

เมื่อมองทะลุผ่านหน้าต่างจะเห็นกลุ่มอาร์ชอีกกลุ่มหนึ่ง เรียกว่า Turret Arch

 

ในเส้นทาง Windows section  จะพบอาร์ชขนาดมหึมาเหมือนคานที่ค้ำยันมหาวิหาร  เป็นอาร์ชขนาดใหญ่สองอัน เรียกว่า  Double Arch  มีความสูงจากฐานขึ้นไปถึงกว่า 100 ฟุต

 

นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมความยิ่งใหญ่อลังการได้ยามที่ยืนอยู่ข้างใต้อาร์ชนี้

 

ไฮไลต์สำคัญของอุทยาน ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของรัฐยูทาห์ คือ Delicate Arch ที่สวยที่สุด   นักท่องเที่ยวต้องเดินเท้าเป็นระยะทางกว่าสองกิโลเมตรเพื่อไปชมความงามของอาร์ชแห่งนี้    ต้องฝ่าไอแดดและความร้อนขึ้นเขาลาดชันที่ปราศจากต้นไม้   แต่เมื่อมาถึง วิวข้างหน้าที่ได้เห็นจะทำให้ลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางได้ในทันที   ภาพที่ได้เห็นตรงหน้านับเป็นจุดที่งดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้

 

Delicate Arch ยืนโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเขาซึ่งด้านหนึ่งเป็นหน้าผา   มีเทือกเขาลาซาล  (La Sal Mountains)  ที่เปิดโล่งสุดสายตาและปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนเป็นฉากหลัง   ช่องเปิดตรงกลางมีความกว้าง 32 ฟุต และสูง 46 ฟุต   สูงกว่าความสูงของคนปกติถึง 7-8 เท่า

Delicate Arch เป็นส่วนหนึ่งของขอบแอ่งกะทะ   การผุกร่อนทำให้บริเวณโดยรอบพังทลายไปหมด  แล้วซักวันหนึ่งอาร์ชนี้ก็คงพังทลายตามลงไปด้วย

 

เวลาในการชม Delicate Arch ที่สวยที่สุดคือยามบ่ายคล้อย แดดร่มลมตก อากาศเย็นสบาย   เมื่อพระอาทิตย์เริ่มคล้อยลดระดับความร้อนและความแรงลง   รัศมีจากแสงอาทิตย์จะตกกระทับตัวอาร์ชและเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มขึ้นเรื่อย ๆ  จนพระอาทิตย์ตก    เป็นความงามตามธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก   นักท่องเที่ยวควรเผื่อเวลาในการเดินทางขึ้นมาชมและนั่งพักผ่อนล่วงหน้าก่อนพระอาทิตย์ตกซัก 2-3 ชั่วโมง

 

ก่อนหน้าที่จะกลายเป็นอาร์ช  หินบริเวณนี้จะเป็นแผ่นขนาดใหญ่ เรียกว่าครีบ (fin)  แล้วผ่านกระบวนการผุกร่อนตรงกลางเป็นช่องเปิด  น้ำที่ผ่านกระบวนการเยือกแข็งจะยิ่งเพิ่มรอยแตกให้กว้างขึ้น   จากนั้นแรงโน้มถ่วงก็ทำหน้าที่ของมันในการขยายช่องให้กว้างขึ้นเรื่อย ๆ  จากหินที่ค่อย ๆ ร่วงออก  แล้วสุดท้ายก็คงร่วงลงมาทั้งหมด

 

รูปที่เห็นเป็นบริเวณที่เรียกว่า  Park Avenue  แผ่นครีบขนาดมหึมา ดูเหมือนตึกระฟ้าในย่านธุรกิจสำคัญ

อย่างที่เคยกล่าวไปแล้วว่ามนุษย์เราเป็นพยานของความเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเพียงเศษเสี้ยวของเวลาเท่านั้นเอง    อีกไม่กี่สิบปีหรือร้อยปีข้างหน้า  อุทยานแห่งนี้คงเปลี่ยนรูปโฉมไปจนจำไม่ได้เป็นแน่แท้

 

บริเวณใกล้ ๆ กัน  จะมีอุทยานแห่งชาติอีกแห่ง ชื่อว่า Canyonlands National Park  ที่ซึ่งมีภูมิประเทศหลากหลาย และทุรกันดาร  ส่วนใหญ่ต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อบวกกับการเดินเท้า เพื่อเข้าชมความสันโดษตามธรรมชาติที่ยังไม่โดนทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์

Molar rock, Canyonlands National Park

 


จุดชมวิวแม่น้ำที่โค้งกลับเหมือนคอห่าน  อยู่ใน Dead Horse State Park

 


ขอจบกระทู้นี้ด้วยภาพแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณสาดลอดใต้ Mesa Arch และหุบเขาเบื้องล่าง ในอุทยานแห่งชาติแคนยอนแลนด์  

 


แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ

Comment

Comment:

Tweet

ดูไม่เบื่อเลยจริง ดินแดนแห่งธรรมชาติสร้างสรรค์

#12 By a.to.z (203.146.104.35) on 2009-07-21 11:22

ธรรมชาติสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามเกินคำบรรยาย

#11 By a.to.z (203.146.104.35) on 2009-07-21 11:20

ภาพสวยดีconfused smile big smile big smile

#10 By นา (125.24.81.24) on 2009-06-18 11:14

สวยมากbig smile open-mounthed smile sad smile question surprised smile wink

#9 By นารี่ (58.9.218.230) on 2009-05-30 11:50

ชอบมากๆค่ะ
มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติยิ่งใหญ่จริงๆ
ดูแล้วเกิดกิเลส
เห็นทีต้องรีบไป update blog ของตัวเองมั่ง อิอิ
มาชวนไปชมนะคะ (มือใหม่)
gotoknow.org/blog/postcard/toc

#8 By แม่นีโอ (203.185.131.237) on 2009-05-07 16:49

รูปสวยมากเลยคะ ชอบมากเลย สวยภาพเขียนมีชีวิตเลยคะ

#7 By tangyaem (58.137.175.51) on 2009-03-30 11:25

แหะๆ สวยดีหวะ ยอดๆๆwink

#6 By hotchickin (202.143.150.146) on 2008-12-08 13:01

อยู่ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ขอบคุณที่ถาม เลยเอาไปใส่ไว้แล้ว

#5 By Cherokee on 2008-11-28 21:42

สวยดีค่ะ big smile

#4 By C-C on 2008-11-28 18:50

อยู่ที่ประเทศไหนครับ? ธรรมชาติสร้างสรรค์จริงๆ

ร่วมทำบุญกันหน่อยไหม? ที่บลอกผม :)

แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..confused smile
สวย อัศจรรย์ มากค่ะ

ช่วงนี้คงต้องเที่ยวกันทางภาพ ไปพลาง ๆ ก่อนเนอะ

open-mounthed smile

#2 By friday on 2008-11-28 13:10

.................สวยจริงๆค่ะ สวยมาก

อยากมีโอกาสไปชมสักครั้งจัง แต่ว่าคงยาก

ขอบคุณมากนะคะที่นำมาแบ่งปัน Hot!

#1 By hikaru on 2008-11-28 00:44