วันนี้พาออกนอกประเทศอิตาลีไปเที่ยวสาธารณรัฐซานมาริโน (The Most Serene Republic of San Marino ) หลายท่านอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน  แต่เป็นประเทศอิสระที่เก่าแก่ที่สุด และมีขนาดเล็กเป็นอันดับสามในทวีปยุโรปรองจากวาติกันและมอนาโค   จริงๆ มีขนาดเท่ากับเมืองๆ หนึ่งเท่านั้นเอง แถมยังถูกล้อมรอบทุกด้านด้วยประเทศอิตาลีอีกด้วย เป็นประเทศที่มีอิสรภาพมายาวนานถึง 1,700 ปี

ใครอยากรู้ว่าอยู่ตรงไหนลองคลิ้กเข้าไปดูแผนที่ของประเทศนี้ได้ที่นี่
http://www.sanmarinonline.com/sanmarino_map.htm

 

เมืองนี้ตั้งอยู่บนภูเขา เขตเมืองเก่าจะอยู่บนผาสูงชัน ส่วนเขตเมืองใหม่จะอยู่บนที่ราบเชิงเขาเป็นเขตที่อยู่อาศัย มีถนนแคบๆ จากพื้นราบขึ้นไปบนเขา รถบัสขนาดใหญ่จะขึ้นได้แค่ที่จอดรถแล้วต้องเดินเท้าต่อไปเอง แต่รถเล็กจะสามารถไต่ไปตามถนนแคบๆ ขึ้นไปถึงตอนบนได้

 

จริง ๆ เมืองนี้ไปจากราเวนน่าหรือโบโลญญ่าไม่ยากเลย  สามารถนั่งรถไฟไปต่อรถบัสที่เมือง Rimini ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศริมทะเล  มีรถบัสออกทุกชั่วโมง

 

 

รูปนี้เป็นป้อมปราการที่อยู่บนหน้าผา

 

จริงๆ หลายคนอาจจะสงสัยเหมือนผมว่าทำไมประเทศนี้ถึงเป็นรัฐอิสระไม่รวมอยู่ในอิตาลี  อย่างที่เคยเกริ่นไปแล้วว่าประเทศอิตาลีหลังจากอาณาจักรโรมันล่มสลายก็แตกออกเป็นเมืองเล็กเมืองน้อย มีการปกครองแบบนครรัฐ (city state)  คือแต่ละเมืองมีการปกครองของตัวเองเป็นอิสระจากกัน บางช่วงก็อาจจะทำสงครามเพื่อแย่งชิงความยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่เคยรวมกันเป็นประเทศเสียที   ซานมาริโนก็เป็นหนึ่งในนครรัฐในยุคนั้น มีทำเลที่ตั้งบนภูเขาสูงชัน  จึงไม่ค่อยมีใครสนใจจะไปแย่งชิงมาเป็นอาณาเขต แถมประชากรส่วนใหญ่ก็ยากจน

 

ต่อมาภายหลังในยุคที่การิบัลดีพยายามรวมชาติ ซึ่งต้องทำสงครามกับเมืองต่างๆ ที่คัดค้านการรวมชาติโดยเฉพาะเมืองที่สวามิภักดิ์ต่อพระสันตปาปา  ซานมาริโนกลายเป็นที่หลบลี้ภัยให้กับพวกของการิบัลดีจากฝ่ายที่ต่อต้านเนื่องจากทำเลอยู่บนภูเขาสูง ยากต่อการที่ศัตรูจะตามมาต่อสู้ด้วย

 

เมื่อการิบัลดีทำสงครามชนะสามารถรวมชาติได้ ซานมาริโนแสดงความปรารถนาที่จะไม่เข้าร่วมกับชาติที่เกิดใหม่นี้  เพื่อตอบแทนความดีที่ซานมาริโนให้ที่หลบภัยในช่วงสงคราม จึงยอมให้ประเทศนี้มีอธิปไตยต่อไป  ประเทศนี้ได้วางตัวเป็นกลางตลอดมาและในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทำหน้าที่เป็นที่ลี้ภัยให้กับคนถึงหนึ่งแสนคน จนกระทั่งฝ่ายสัมพันธมิตรส่งทหารเข้ามาดูแล

 

ตึกที่เห็นในรูปคืออาคารที่ทำการของรัฐบาล

 

บนเขตเมืองเก่าจะเต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึก  นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ไปเมืองนี้ก็จะซื้อของที่ระลึกไว้สะสมอย่างเหรียญ (ปัจจุบันประเทศนี้หันมาใช้ยูโรแล้ว) แสตมป์ (ประเทศนี้มีแสตมป์ของตัวเอง) โปสการ์ด แม็กเน็ต  อาจจะเป็นรายได้หลักของประเทศเลยก็ว่าได้

 

จบแล้วครับ ประเทศนี้ไม่มีอะไรมาก เดินครึ่งวันก็หมดแล้ว  คราวหน้าอาจจะเปลี่ยนบรรยากาศไปประเทศอื่นบ้างนะครับ

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณมากสำหรับคำอธิบายนะครับ สุดยอดจริง ๆ

#2 By Cherokee on 2008-04-22 09:12

อ่านแล้วรู้สึก เมืองนี้ทั้งน่ายินดีทั้งน่าเศร้า
ทำเลไม่ดีจริงๆหรือไงนะ ขนาดทำสงครามยังไม่มีใครทำด้วยเลย * *;; ปัจจุบันรายได้ก็มาจากของที่ระลึก... แสดงว่าการเพาะปลูกอะไรก็คงไม่สะดวกสินะคะ

ปล. จากเอนทรี่ก่อนๆ เรื่องว่าศิลปกรรมแต่ละแบบต่างกันยังไง เราก็แยกไม่ได้แน่นอน แต่โดยทั่วไป ถ้าเป็นรูปแบบดั้งเดิมไม่ใช่ประยุกต์ ดูด้วยตาจะประมาณนี้ค่ะ

1. โกธิค แหลมๆ สูงๆ ชี้ฟ้า แต่ซุ้มประตูจะโค้งค่ะ

2. บาโรค คล้ายโกธิค แต่จะไม่แหลมสูงเท่า ที่เด่นที่สุดคือความอลังการ มันจะดูอลังการ โอ่อ่า ทองวิบวับฟู่ฟ่า ใหญ่โตมโหฬาร

3. โรมันเนสก์ ทึบๆ ดูไม่โปร่งตาเท่าไหร่ มักจะเป็นช่องๆเหมือนกด copy-paste กันมาเป็นแถวๆ ต่อๆกัน... ข้อหลังนี่ไม่จำเ็ป็น แต่หลักๆคือจะ"ทึบ"และเรียบง่ายค่ะ

4. นีโอคลาสสิค ตามชื่อค่ะ "นีโอ" คือเป็นของสมัยใหม่ ที่สถาปัตยกรรมมีบางส่วนนำของเก่ามาประยุกต์ วัสดุมีความหลักหลาย หลายๆที่ก็จะเป็นโลหะ เช่นหอไอเฟล หรือสถานีหัวลำโพงบ้านเรา(ถ้าจำไม่ผิด)

-นีโอคลาสสิคนี่ ก็แยกไม่ค่อยเป็นเหมือนกันค่ะ.... แต่อะไรที่ดูแล้วมันแม่งๆ ผสมปนเป แล้วก็ดูใหม่ๆหน่อยก็มักจะเป็นนีโอคลาสสิค

-ในบรรดา 4 ประเภทนี้ โรมันเนสก์ ตามชื่อเลยค่ะ เป็นอะไรที่ดูปุ๊บ จะนึกถึง "กรีก-โรมัน" ขึ้นมาทันที เพราะอีก 3 ประเภทที่หลุดพ้นจากอิทธิพลกรีก-โรมันแล้ว แล้วก็ความทึบตาีของผนัง กำแพงทั้งหลาย

#1 By JiBi_AI on 2008-04-22 01:56